จวกตรรกะบัญชีเรืองไกร โชว์โง่ฟอกขาวยิ่งลักษณ์!


   

 

กรมบัญชีกลางโต้ "เรืองไกร" เหตุไม่โชว์ผลขาดทุนจำนำข้าว 536 แสนล้าน แจงเป็นเงิน ธ.ก.ส. แยกจากรายงานเงินแผ่นดิน "หมอวรงค์" เย้ยดูบัญชีผิดเล่มโชว์โง่ฟอกยิ่งลักษณ์ "ศรีสุวรรณ" ร้อง ป.ป.ช.สอบ "บิ๊กป๊อก" โรงไฟฟ้าขยะ คุณธรรมจริยธรรมนักการเมืองแย่! โพลชี้ต้องปรับปรุง
    จากกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุจะยื่นหนังสือให้ รมว.การคลังตรวจสอบและชี้แจงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติรับทราบรายงานการเงินแผ่นดินสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2558 และ 2557 เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ซึ่งตรวจสอบรับรองโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2561 ซึ่งในรายงานไม่มีผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว ณ วันที่ 30 ก.ย.2557 จำนวน 536,908.30 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง คดีแดงที่ อม.211/2560 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2560 หรือคดีโครงการรับจำนำข้าว ได้ระบุถึงผลขาดทุนจำนวนดังกล่าวไว้ จึงมีข้อสังเกตว่า ผลขาดทุนจำนวน 536,908.30 ล้านบาทที่ถูกนำไปกล่าวอ้างในคดีนั้นไม่มีอยู่จริงใช่หรือไม่ 
    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า 1.หลักการจัดทำบัญชีและรายงานการเงินแผ่นดินในปัจจุบันเป็นหลักการที่ได้นำเสนอ ครม.เพื่อรับทราบการปรับเปลี่ยนหลักการจัดทำรายงานการเงินของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2552 ให้จัดทำตามเกณฑ์คงค้างแบบผสม (Modified Accrual Basis) โดยมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้ 1.1 กรมบัญชีกลางทำบัญชีชุดรัฐบาลโดยบันทึกข้อมูลการรับจ่ายเงินคงคลังของรัฐบาลเป็นหลักด้วยเกณฑ์เงินสด ซึ่งประกอบด้วย รายการเงินรายได้แผ่นดิน เงินงบประมาณรายจ่าย และเงินนอกงบประมาณที่ส่วนราชการฝากไว้กับกระทรวงการคลังและจะปรับปรุงบัญชีค้างรับค้างจ่ายตามเกณฑ์คงค้าง เมื่อสิ้นปีงบประมาณ
    1.2 กรมบัญชีกลางรวบรวมข้อมูลที่มีสาระสำคัญเฉพาะสินทรัพย์และหนี้สินของรัฐบาลจากส่วนราชการที่ทำหน้าที่บริหารจัดการแทนรัฐบาล ได้แก่ ข้อมูลที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ ข้อมูลเงินลงทุนจากสำนักงานรัฐวิสาหกิจ และข้อมูลหนี้สาธารณะจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ตามลำดับ มาปรับปรุงบัญชีชุดรัฐบาล 1.3 กรมบัญชีกลางนำข้อมูลบัญชีตามข้อ 1.1 และ 1.2 แสดงในรายงานการเงินแผ่นดินส่งให้ สตง.ตรวจสอบและรับรอง ก่อนนำเสนอ ครม.และรัฐสภาต่อไป ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2548 เป็นต้นมา
    2.โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่ใช้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการไปก่อนแล้วรัฐบาลจึงตั้งงบประมาณชดใช้คืนเป็นรายปีจนกว่าจะครบวงเงิน ดังนั้น ธ.ก.ส.จึงเป็นผู้ทำบัญชีโครงการนี้ เพื่อแสดงต่อรัฐบาลประกอบการขอตั้งงบประมาณ ธ.ก.ส.จึงไม่ต้องส่งข้อมูลดังกล่าวให้กรมบัญชีกลาง เนื่องจากเป็นรายการที่ไม่ต้องนำมาทำบัญชีในชุดรัฐบาล อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางจะรับรู้รายการนี้ และลงบัญชีเฉพาะการจ่ายเงินงบประมาณใช้คืนให้ ธ.ก.ส. โดยลงบัญชีเป็นรายจ่ายตามงบประมาณตามปกติในปีที่ ธ.ก.ส.ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
    3.จากหลักการจัดทำบัญชีและรายงานการเงินแผ่นดินตามเกณฑ์คงค้างแบบผสมดังกล่าว จึงไม่มีหรือไม่สามารถมีรายการผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง จำนวน 536,908.30 ล้านบาท ที่ดำเนินการโดย ธ.ก.ส. เป็นรายการบัญชีค่าใช้จ่ายแยกต่างหากในรายงานการเงินแผ่นดินที่กรมบัญชีกลางจัดทำสำหรับปีสิ้นสุด 30 ก.ย.2558 และ 2557 ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการบัญชีที่ได้เสนอ ครม.รับทราบ
    ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสอนนายเรืองไกรว่า รายงานการเงินแผ่นดิน เป็นบัญชีรายการแสดงฐานะการเงินและงบรายได้และค่าใช้จ่าย ที่เป็นภาพใหญ่ของรัฐบาล ที่จะไม่มีการลงรายละเอียดของโครงการต่างๆ ไม่ว่าเป็นโครงการข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด หรือโครงการอื่นๆ หากต้องการรับทราบถึงผลกำไรขาดทุนของแต่ละโครงการ ต้องไปดูการปิดบัญชีของแต่ละโครงการในแต่ละปีที่ต้องการทราบ ไม่ใช่ไปดูบัญชีรวมของประเทศแล้วไม่เห็นมาเหมารวมว่าไม่มีการขาดทุน
       “ผมคิดว่านายเรืองไกรเป็นนักบัญชี น่าจะมีความรู้เรื่องบัญชี รายงานการเงินแผ่นดินเป็นอย่างดี แต่กลับกลายตรงกันข้าม นั่นคือไม่รู้เรื่องเลย เท่ากับดูบัญชีผิดเล่ม แล้วยังมีการเอาไปโยงแบบผิดๆ ว่ามีการตีค่าคุณภาพข้าวให้เสื่อมกว่าความเป็นจริง ผมอยากเตือนนายเรืองไกรและพรรคเพื่อไทยว่า การทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจีและโครงการรับจำนำข้าว มีคำพิพากษาจากศาลฎีกาแล้ว และคำพิพากษานี้ผูกพันทุกองค์กร การที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จมีความผิดฐานหมิ่นศาลได้ ดังนั้นอย่าโชว์ความไม่รู้เพื่อฟอกผิดให้นางสาวยิ่งลักษณ์เช่นนี้อีก” นพ.วรงค์ระบุ
    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 ส.ค. เวลา 10.30 น. จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ท้าทายให้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ กรณีที่บุตรชายของ พล.อ.อนุพงษ์บุกพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเมื่อ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า รมว.มหาดไทยมีเอี่ยวกับโครงการบริหารจัดการขยะหรือไม่ เพราะวันนี้มีท้องถิ่นมีถึง 7,852 แห่ง ขณะที่กองขยะจากการสำรวจ พบว่ามี 2,810 กอง มีการสั่งการให้รวมตัวกันเป็นกลุ่มถึง 324 คลัสเตอร์ การลงทุนสร้างโรงเผาขยะผลิตไฟฟ้าแต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในเรื่องนี้มากกว่า 324,000 ล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาขยะกำลังจะกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง
    "กรณีที่ รมว.มหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การจัดการมูลฝอย 2560 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาด (ฉบับที่ 2) 2560 และหนังสือสั่งการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น อาจเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา184 (2) ประกอบมาตรา186 ห้ามไว้ และเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 หรือไม่ด้วย 
    นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลโพลเรื่อง มาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,256 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-18 ส.ค.2561 พบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไทยในอดีตของรัฐบาลที่ผ่านมาต้องปรับปรุงทุกตัวชี้วัด
    ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.2 ระบุมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีตของรัฐบาลที่ผ่านมาอยู่ระดับที่ต้องปรับปรุง ในขณะที่ร้อยละ 34.6 ระบุระดับปานกลาง และร้อยละ 5.2 อยู่ในระดับดี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.2 ระบุมาตรฐานด้านความสำนึกในบาปบุญคุณโทษ เลิกลดละ การทุจริตคอร์รัปชันในอดีตของรัฐบาลที่ผ่านมาต้องปรับปรุง 
    ที่น่าพิจารณาคือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 55.7 ระบุผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปรับปรุงมาตรฐานด้าน จิตสำนึก ยึดมั่น ผลประโยชน์ชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของครอบครัว เครือญาติ และพวกพ้อง นอกจากนี้ จำนวนมากหรือร้อยละ 47.9 ระบุต้องปรับปรุง มาตรฐานด้านความนอบน้อมถ่อมตัว ไม่กร่าง ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ สร้างความหวาดเกรงในหมู่ประชาชน
    ที่น่าเป็นห่วงคือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 51.0 ระบุ มาตรฐานด้านความเป็นผู้นำ เสริมสร้างความปรองดองของคนในชาติ ไม่เป็นต้นตอแห่งความขัดแย้งเสียเอง และร้อยละ 50.5 ระบุผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปรับปรุงมาตรฐานด้านความจริง ไม่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนมากหรือร้อยละ 49.6 ระบุ ต้องปรับปรุงมาตรฐานด้านการมีจิตใจให้บริการ รับใช้ประชาชน ไม่เลือกปฏิบัติ มีวินัย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.2 ระบุมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้าจะแย่ลง ขณะที่ร้อยละ 34.9 ระบุจะเหมือนเดิม และร้อยละ 6.9 จะดีขึ้น.


เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่าในส่วน "งบกองทัพเรือ"

ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?