วิกฤติแห่งปริญญา!


   

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับทราบข่าวที่สะท้อนถึง “วิกฤติอุดมศึกษา” ต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงความสำคัญของการที่สังคมไทยทั้งมวลจะต้องลุกขึ้นมา “ตระหนก” (ที่มากกว่าแค่ “ตระหนัก”) กับสถานภาพของการศึกษาของประเทศอย่างจริงจัง
    ข่าวแรกมาจาก เว็บไซต์ “แบไต๋” ที่พาดหัวว่า “โลกหมุนไว Apple, Google และหลายบริษัทระดับโลกรับสมัครงานไม่ต้องมีปริญญา!!”
    รายละเอียดของข่าวแสดงความตกใจกับข่าวล่าสุดหลายบริษัทชั้นนำทั่วโลกเริ่มรับสมัครพนักงานโดยไม่จำเป็นต้องใช้ใบปริญญาแล้ว
    ข่าวชิ้นนี้บอกว่าเว็บไซต์ค้นหางาน Glassdoor เผยว่า ปัจจุบันมี 15 บริษัทที่เริ่มรับสมัครงาน โดยผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปริญญาอีกต่อไป เช่น Google, Apple, IBM และ Starbucks เป็นต้น  
    “ในปี 2017 ที่ผ่านมา รองประธานฝ่ายความสามารถของ IBM, Joanna Daley, กล่าวกับ CNBC ว่า 15% ของพนักงาน IBM ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย หรือไม่มีวุฒิปริญญา”
     เธอบอกว่าแทนที่บริษัทจะมองหาบุคคลจบปริญญา IBM เลือกที่จะรับคนที่ผ่านประสบการณ์จริง ผ่านค่ายที่เกี่ยวกับการโค้ดหรือที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมโดยตรง เป็นต้น
    ตัวอย่างตำแหน่งที่ไม่ต้องมีใบปริญญา
    • Google : product manager, recruiter, software engineer, product marketing manager
    •Apple : design verification engineer, engineering project manager, iPhone buyer
    • Starbucks : barista, shift supervisor, store manager
    • IBM : financial blockchain engineer, lead recruiter, contract and negotiations professional
    • Bank of America : client service representative, client associate, analyst, executive assistant
    นอกจากรายชื่อบริษัทข้างต้นนี้แล้วก็ยังมีอีกถึง 10 บริษัทที่รับสมัครงานได้โดยไม่ต้องมีใบปริญญาเลยล่ะครับ
    อ่านข่าวยังไม่ทันหายตกใจ (หรือแปลกใจหรือเศร้าใจ?) ก็เจอบทความของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science) สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ใน Manager Online
    อาจารย์คงตั้งใจให้คนในวงการอุดมศึกษาตกใจจริง ผมเห็นด้วย เพราะไม่เพียงแต่คนในวงการศึกษาที่ควรจะตื่นจากภวังค์เท่านั้น แต่คนทั้งประเทศจะต้องลงมือแก้วิกฤติครั้งนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวด้วย
    อาจารย์อานนท์เริ่มด้วยประโยคปลุกให้ตื่นว่า
    “ผมต้องออกมายอมรับว่าตัวเองพยากรณ์พลาดไปมาก เพราะได้เขียนบทความว่า เมื่อมหาวิทยาลัยไทยต้อง lay off อาจารย์และเจ้าหน้าที่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2561 แต่สิ่งที่ผมคาดไว้กลับเกิดขึ้นไวกว่าที่ผมพยากรณ์ไว้มาก...”
    อาจารย์บอกว่าวันก่อนลูกศิษย์ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนมาเล่าให้ฟังว่า ตัวเธอเองต้องรับหน้าที่ไปบอกเพื่อนอาจารย์ว่าต้อง lay off แล้ว เพราะไม่มีภาระงานสอน มหาวิทยาลัยต้องเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดใดๆ 
    บางตอนของบทวิพากษ์ของอาจารย์อานนท์บอกว่า
    มีมหาวิทยาลัยเอกชนหนึ่งแห่ง ได้ขายให้กลุ่มทุนจีนแล้ว เปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่ และเริ่ม lay off อาจารย์ที่สอนได้แต่ภาษาไทยและภาษาอังกฤษออกไป และเริ่มหาอาจารย์ชาวจีนที่สอนเป็นภาษาจีนได้เข้ามาทำงานแทน 
    ไม่มีนักเรียนไทยเพียงพอแล้ว เด็กไทยมีอัตราการเกิดต่ำมาก เราเป็นสังคมสูงอายุรุนแรงมาก ถ้าไม่มีนักศึกษาจีนเลยไม่มีทางไปรอดสำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน และที่ผ่านมาก็เอาเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเครื่องจูงใจให้เด็กมากู้เงินแล้วเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนกันมาก แต่ก็ไม่ยั่งยืนและไปไม่รอด
    นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง มีนักเรียนจีนเยอะ เด็กนักเรียนไทยหายไปมากกว่าสองในสาม กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาให้ได้ข้อตกลงเพื่อจะซื้อขายกัน แน่นอนว่าทุนจีนจะเป็นคนซื้ออีกเช่นกัน ยังไม่ได้ราคาที่ลงตัว
    ผมได้ยินข่าวมาว่ากลุ่มทุนจีนที่ทำธุรกิจพานักเรียนจีนเข้ามาเรียนในประเทศไทยจะลงทุนซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนเอง และบริหารเอง หาอาจารย์จีนมาสอนเอง และหานักเรียนจีนมาเรียนด้วยตัวเอง ครบวงจรอย่างยิ่งครับ เข้าใจว่าจะทำหอพักและร้านอาหารรอบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป เรื่องนี้น่าจะมีเค้าความจริง ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลแต่อย่างใด ที่น่ากังวลกว่าคือนักเรียนมาแล้วไม่เรียน กลับมาสนใจแต่ค้าขายรอบมหาวิทยาลัยหรือมาทำธุรกิจอย่างอื่น เรื่องนี้ต่างหากที่ไทยเราโดยเฉพาะตรวจคนเข้าเมืองต้องดำเนินการจริงจังได้แล้ว
    การปรับตัวเป็นเรื่องจำเป็นมาก โดยเฉพาะการปรับตัวหลังถูก lay off จะไปทำอะไร อายุก็มากแล้ว และอยู่ใน comfort zone ในมหาวิทยาลัยมีอำนาจเหนือนักศึกษา และหลายคนไม่ได้ทำงานจริงๆ มานานมาก สอนหนังสืออย่างเดียว จนทำอะไรไม่เป็นแล้วก็มีมาก
    พวกมหาวิทยาลัยราชภัฏในต่างจังหวัด ที่นักศึกษาลดลงมากก็มีการเลิกจ้างและเลย์ออฟอาจารย์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยกันมากมาย
    ที่ยังอยู่กันไล่ไม่ได้คืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นข้าราชการเท่านั้น ซึ่งก็เหลืออยู่ไม่มากนัก 
    พวกพนักงานมีสัญญากันไม่กี่ปีตอนนี้จะเริ่มถูกเลย์ออฟครับ ถ้าไม่มีภาระงานสอน และไม่มีภาระงานอย่างอื่น
    มหาวิทยาลัยของรัฐก็อย่าชะล่าใจ ใครจะขึ้นมาเป็นคณบดี อธิการบดี รองอธิการบดี โปรดเตรียมตัวมาทำหน้าที่นี้เพื่อความอยู่รอดของหน่วยงานของตัวเอง โปรดเตรียมตัวไปศาลปกครองด้วย 
    นาฬิกาปลุกดังลั่นทั่วหมู่บ้านที่ชื่อ “ประเทศไทย” แล้ว 
    แต่ก่อนเราบอกว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”
    มาวันนี้ต้องเปลี่ยนเป็น “เห็นโลงศพ ไม่ต้องหลั่งน้ำตา เพราะช้าไปแล้ว ต้องเผาแล้ว”!.


"แอมเนสตี้" ถอด "อองซาน ซูจี" พ้นทูตแห่งมโนธรรมสำนึกเห็นหัวข่าวนี้ปุ๊บ.........ความรู้สึกตอบสนองเกิดกับผมปั๊บ "โธ่...ไอ้องค์กรสถุล"!

ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย
"เลือกตั้ง" มีอะไรมากกว่าที่คิด?
จากบ้อง(ทำท่า)สู่อุตสาหกรรม
'กัญชากับท่าทีใหม่รัฐบาล'