สถานการณ์ 'ไฟใต้' ที่เสีย 'การเมือง' และไม่ได้ 'การทหาร'


   

        ระเบิด จยย.บอมบ์ ที่ตลาดพิมลชัย หรือตลาดรถไฟ กลางนครยะลา เป็นระเบิดที่ทำให้มีคนตาย 3 ศพ และบาดเจ็บร่วม 30 คน แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังจับกุม โจรใต้ ที่เป็น ตัวจริง ไม่ได้ ที่จับมาได้เพียงเป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีคดีค้างเก่าติดตัวอยู่เท่านั้น

          ซึ่งนี่เป็นวิธีการของเจ้าหน้าที่ หลังเกิดเหตุใหญ่จะต้องทำการ คว้า เอาใครก็ได้ โดยเฉพาะ โจรใต้ ที่มีหมายจับเก่าอยู่แล้ว มา โชว์ ตัวในข้อหาผู้ต้องสงสัยไว้ก่อน เพราะให้ นาย เห็นว่ามีความคืบหน้าในด้านคดี เพื่อให้ ดูดี ทั้งในสายตาของ นาย โดยเฉพาะ นาย ในส่วนกลาง ที่มักจะถูก แหกตา อยู่เสมอ

        และที่เหมือนกันกับระเบิดที่เกิดขึ้นทุกครั้งคือ หลังความสูญเสีย หน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะเร่ง จัดระเบียบ เพื่อป้องกัน เพื่ออุด ช่องว่าง ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับนิทาน วัวหายแล้วล้อมคอก

      ที่อาจจะ ผิดแผก จากการระเบิดของหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา คือ ระเบิดในครั้งนี้ได้สร้างความ ตื่นตัว ให้กับกลุ่ม ไทยพุทธ ซึ่งเป็นคน กลุ่มน้อย ในพื้นที่ ให้ออกมารวมตัวทำ กิจกรรม แสดงออก เพื่อต่อต้านความรุนแรงที่เกิดขึ้น และ กดดัน ให้หน่วยงานความมั่นคงหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรง

        หลังจากเกิดเหตุครั้งนี้มีการระบุว่า มาจากการ สั่งการ ของกลุ่มคนใน ตระกูลใหญ่ ในพื้นที่ ซึ่งมีอยู่ 4-5 ตระกูล ที่ต้องการสร้างความ ปั่นป่วน ให้เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเลวร้าย ซึ่งมีการระบุว่า เป็นการทำลายทางด้าน เศรษฐกิจ ที่กำลังจะฟื้นตัวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

        ซึ่งการกล่าวถึง ตระกูลใหญ่ ในพื้นที่ คนในพื้นที่ก็จะ รู้สึกได้ ในทันทีว่าเป็นใคร ถ้าหมายถึง นักการเมือง ก็หมายถึงนักการเมืองใน กลุ่มวาดะห์ ที่ทุกครั้งที่มีเหตุร้าย หน่วยข่าวความมั่นคงก็จะ ”เหล่” ไปที่ตระกูลเหล่านี้

        ดังนั้นเรื่องของคนใน ตระกูลใหญ่ คือเรื่องเก่า เหมือนกับ ไหบูดู เก่า ที่ถูกนำมา ใส่ขวดใหม่ ที่ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ ที่ชวนให้ตื่นเต้นแต่อย่างใด

       แต่..เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีกี่ชาติ หน่วยงานของรัฐก็ยัง ก้าวไม่พ้น ตระกูลเหล่านี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องแค่ ความรู้สึก หรือเป็นเพียงแค่การ หาแพะ ก็เป็น แพะ ตัวเก่า และถ้าเรื่องของคน ตระกูลใหญ่ เป็นเรื่องจริง ก็จะสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะกี่ปี กี่ชาติ หน่วยงานความมั่นคงก็ยังแก้ปัญหา อิทธิพล ของคนใน ตระกูลใหญ่ 4-5 ตระกูลนี้ไม่ได้ ซึ่งทั้งขึ้นทั้งล่อง จะพบแต่ความ ล้มเหลว ของหน่วยงานความมั่นคง ในการดับ ไฟใต้ นั่นเอง

        เรื่องระเบิดที่ตลาดพิมลชัย ที่มีการกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของคนใน ตระกูลใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถหาพยาน หลักฐานที่ ชี้ชัด ให้กับสังคม และไม่สามารถนำเอาคนใน ตระกูลใหญ่ มาเป็นผู้ต้องหาได้ แต่กลับทำให้คนในสังคมเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะตระกูลใหญ่หลายๆ ตระกูลออกมา ตอบโต้ ใน โซเชียลมีเดีย เพื่อหาหลักฐานจากการถูกกล่าวหา

         กลายเป็นว่า การออกมาพูดถึงคนใน ตระกูลใหญ่ ครั้งนี้ นอกจากจะไม่ได้ชัยชนะทาง การทหาร แล้ว ยังเกิดความเสียหาย ทางการเมือง อีกต่างหาก

        เช่นเดียวกับกรณีการจับกุมแบบ เหวี่ยงแห ในคดีปล้นและเผารถทัวร์ สายเบตง-กรุงเทพฯ ที่บ้านกาโสด อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งขณะนี้คนในพื้นที่ออกมา โวยวาย ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น

         กรณีนี้มองได้ใน 2 ประเด็น ประเด็นแรก ถ้าคนจำนวนเกือบ 50 คน ที่บ้านดาโสด อ.บันนังสตา สถานที่เกิดเหตุปล้น ยิง และเผารถทัวร์ เป็น แนวร่วม หรือ โจรใต้ ตัวจริง

         แสดงให้เห็นว่า บันนังสตาในวันที่ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ยังเป็น ผกก. มือปราบ อยู่ในพื้นที่ ซึ่งเต็มไปด้วย แนวร่วม และ โจรใต้ กับวันนี้ ซึ่งเรามักจะอ้างว่าสถานการณ์ดีขึ้น บีอาร์เอ็นและพูโลไม่มีแล้ว ก็เป็นเรื่อง ตอแหล ทั้งสิ้น และที่สำคัญ ถ้าคนที่เจ้าหน้าที่จับกุมมาเกือบ 50 คน ในหมู่บ้านเดียว เป็น โจรใต้ หรือ แนวร่วม ตัวจริง ก็แสดงว่าในระยะหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ของ อ.บันนังสตา ยังคงเป็นพื้นที่ ยึดครอง ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเช่นเดียวกับในอดีต

         ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็แสดงให้เห็นว่า ในหลายปีที่ผ่านมา ที่เราทุ่มทั้ง เม็ดเงิน และ กำลัง เจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่บันนังสตา เพื่อแก้ปัญหา ทั้งงาน การเมือง และ การทหาร ก็เป็นการล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ใช่หรือไม่

        และการ กวาดจับ ในหมู่บ้าน กาโสด ในข้อหาร่วมกันปล้น ยิง และเผารถทัวร์ในครั้งนี้ ถ้าคนที่ถูกจับเป็น โจรจริง แสดงให้เห็นถึง อิทธิพล ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ยังครอบคลุมพื้นที่ และยังควบคุมมวลชนให้อยู่ใน อาณัติ อย่างได้ผล

         แต่ถ้าเป็นการจับกุมแบบ เหวี่ยงแห ไม่มีการ แยกแยะ ว่าใครเป็น แนวร่วม ตัวจริง หรือแนวร่วม จำยอม จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ออกมาทวงถามถึงความ ยุติธรรม และวันนี้หมู่บ้านแห่งนั้นปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน มิตรภาพที่เคยมีอยู่ ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว

        ทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดยะลา คือสิ่งที่กำลังจะทำให้เกิดการ เสียการเมือง และไม่ชนะ การทหาร ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงความผิดพลาดของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

         และที่เห็นได้ชัดคือ ยิ่งนานวันยิ่งเห็นชัดถึงการเสียทาง การเมือง ทั้งจากฝั่งของ มุสลิม และฝั่งของ ไทยพุทธ เพราะในส่วนของ มุสลิม ในพื้นที่ วันนี้ที่เข้าใจว่า คน มุสลิม เห็นด้วย เข้าใจในนโยบายต่างๆ ที่ฝ่ายความมั่นคงใช้ในการดับ ไฟใต้ นั้น

         ที่แท้จริงของความเงียบ ไม่ต่อต้าน ไม่คัดค้าน เป็นเพราะส่วนหนึ่งถูก กดทับ ด้วยการบริหารประเทศแบบ ทหาร มีอำนาจพิเศษ ที่ทำให้พวกเขา นิ่งเงียบ จนฝ่ายความมั่นคงเข้าใจว่าพวกเขายอมรับในทุกสิ่งที่เราใช้กับเขา

        ขณะที่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็น แนวร่วม ของบีอาร์เอ็นนั้น ถูกสั่งให้เงียบและสงบด้วย ยุทธศาสตร์ ใหม่ เพื่อสร้างความ ผสมกลมกลืน ระหว่างมวลชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เกิดความ ตายใจ ให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าสถานการณ์สงบแล้ว เพื่อที่งาน ใต้ดิน ของบีอาร์เอ็นจะได้รุดหน้าไปยังเป้าหมาย

        ในส่วนของ ไทยพุทธ วันนี้คือคน กลุ่มน้อย ที่นับวันจะลดน้อยลงทุกวัน เพราะนโยบายต่างๆ ของฝ่ายความมั่นคงที่ใช้กับ ไทยพุทธ ยังไม่ได้ผล ไม่สามารถเพิ่มจำนวน ไทยพุทธ ในพื้นที่ ซึ่งอพยพออกไปแล้วให้กลับเข้ามาอาศัยทำกินในพื้นที่ได้อีก

       ซึ่งวิธีเดียวที่จะนำ ไทยพุทธ กลับคืนสู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ หน่วยงานความมั่นคงจะต้องให้สิทธิพิเศษกับคน ไทยพุทธ ในฐานะของคน กลุ่มน้อย ในพื้นที่ ให้มากกว่า มุสลิม ที่เป็น กลุ่มใหญ่ ในพื้นที่ เพื่อเป็นการ จูงให้ คน ไทยพุทธ ให้กลับมาร่วมกันรักษา มาตุภูมิ

         ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ในอนาคตแผ่นดิน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะกลายเป็นแผ่นดินของ มุสลิมร้อยเปอร์เซ็นต์

        เป็นการสูญเสียทาง การเมือง และไม่ได้ชัยชนะทาง การทหาร แม้แต่อย่างใด

                                                                         เมือง ไม้ขม รายงาน


จะเรียกว่าวัน "ฟ้าผ่า" หลังคาวัดก็คงได้ เปรี้ยงแรก.......... สึก "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ฉับพลัน เย็นวาน (๒๔ พ.ค.๖๑)! พูดภาษาชาวบ้าน คือ "จับสึก"

กระแสปลุกทำไมจุดไม่ติด?
เอามันซะบ้าง 'เผื่อสำนึก'
'ธรรมศาสตร์กับศิษย์ประสาท'
หน้าที่ 'เจ้าภาพ' ฉลอง ๔ ปี
'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'
ว่าด้วย "มืดมนและอันตราย"