อลหม่านรีดเงินสมทบบุหรี่ 2 บาท/ซอง รัฐยันจำเป็น เอกชนเต้นอยู่ไม่ได้!


เพิ่มเพื่อน    

 

 

อีโคโฟกัส

 

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง หลังมีข่าวว่ารัฐบาลจะเก็บเงินสมทบจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ซึ่งแน่นอนว่าเงินสมทบที่ถูกเก็บเพิ่มขึ้นนี้ ต้องมีผลต่อราคาขายปลีกบุหรี่ในท้องตลาดแน่นอน นั่นเพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทนแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ “ผู้บริโภค” จะถูกผลักภาระให้แบกจำนวนเงินที่ถูกเรียกเก็บเพิ่มนี้ไว้เอง

ขณะที่ประชาชนก็ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพิ่มอีกซองละ 2 บาท เพื่อนำไปใช้รองรับในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่จะเก็บเงินจากผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพ เพื่อไปใช้ในการดูแลสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป ขณะที่บางกลุ่มก็มองว่าเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้จำกัด และมุมมองต่าง ๆ อีกมากมาย

ต้องบอกว่า ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็แว่วว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยังมีการประเมินกันอีกว่า คงจะใช้เวลาไม่นานนักที่กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในที่สุด

ย้อนกลับมาจุดเริ่มต้นของประเด็นนี้ เมื่อกระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสาระสำคัญคือ การให้เก็บเงินจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคิดเป็นเงินปีละประมาณ 3 พันล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า กองทุนฯ ดังกล่าว ได้รับเงินสนับสนุนจากงบประมาณปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ จึงต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม จนกลายเป็นเหตุผลที่ว่ากระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการยกร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขยังได้มีการทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่า เสียงตอบรับมีทั้งแง่บวก และแง่ลบ แต่ส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปในทางไม่เห็นด้วยเสียมากกว่า นั่นเพราะมีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “อะไรเป็นเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าต้องเก็บเงินสมทบจากสินค้าบาป คือ บุหรี่ เพียงสินค้าเดียว ไม่รวมสินค้าบาปชนิดอื่น ๆ อาทิ สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนกับการเก็บเงินภาษีเข้ากองทุนอื่น ๆ ที่มีการตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้”

ขณะที่ทางฟากฝั่งกระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันว่า ประเด็นการเก็บเงินสมทบจากสินค้าประเภทบุหรี่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ!

 

 

ในมุมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบุหรี่นั้น แน่นอนว่า ไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่า จากผลกระทบภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 ซึ่งมีการปรับอัตราภาษียาสูบใหม่ โดยจัดเก็บด้านปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวล ขณะที่ด้านมูลค่าสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกิน 60 บาทนั้น จะอยู่ที่ 20% ส่วนบุหรี่ที่ราคาสูงกว่า 60 บาท จะอยู่ที่ 40% และภายในเดือน ต.ค. 2562 จะมีการปรับภาษีในส่วนมูลค่าขึ้นเป็น 40% เท่ากันหมดทุกชนิดราคาบุหรี่ ตรงนี้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ “การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ทำให้ยอดขายหายวูบไปจาก 80% เหลือ 60% เท่านั้น และจากที่เคยมีกำไรซองละ 7 บาท ก็เหลือกำไรซองละไม่ถึง 1 บาทด้วยซ้ำ นั่นสะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลไฟเขียวเก็บเงินสมทบเพิ่มจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดทุนยับเยิน

แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. แต่ล่าสุด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า “กำลังพิจารณาอยู่”  ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ต่างไปจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้ อปท. รวมทั้งกรุงเทพมหานครจัดเก็บภาษีการค้าปลีกบุหรี่มวนละ 10 สตางค์ ซึ่งไม่ต่างกับกฎหมายที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเงินที่จัดเก็บเพิ่มก็นำมาช่วยกองทุนสุขภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์

ด้าน “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.การคลัง ยอมรับว่า หากมีการเก็บเงินจากบุหรี่เพิ่มอีกซองละ 2 บาท จะกระทบกับอุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งระบบ ไม่ได้กระทบเฉพาะ ยสท. แห่งเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่ากระทรวงสาธารณสุขเองก็มีความจำเป็น เพราะเงินจากกองทุนฯ มีไม่พอใช้ ก็มีความจำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินที่มีความมั่นคง และการเก็บเงินสมทบเพิ่มจากบุหรี่ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จึงน่าจะทำได้

สำหรับข้อสังเกตที่ว่าง พ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบฯ จะขัดกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง หรือไม่นั้น มีจุดที่ต้องพิจารณาคือ มาตรา 25 และมาตรา 26 หากเป็นเรื่องการเก็บภาษีกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา แต่ถ้าไม่ใช่การเก็บภาษี กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่จำเป็นต้องส่งกฎหมายมาหารือ กับอีกประเด็นที่เป็นข้อข้องใจ ว่าเหตุใดจึงเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพียงสินค้าเดียว แต่ไม่เก็บจากสินค้าบาปชนิดอื่น ๆ รมว.การคลัง ชี้แจงว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดว่ากระทรวงสาธารณสุขมีวัตถุประสงค์อะไรจึงเก็บเฉพาะบุหรี่เท่านั้น

เรื่องเงินสมทบจากบุหรี่ยังไม่จบดี ก็มีประเด็นให้ตามต่ออีกว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษียาสูบในภาพรวม โดยเฉพาะภาษียาเส้น ที่ยอมรับว่าปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำมาก แม้ว่าจะมีการปรับอัตราใหม่ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 ก็ตาม แต่ราคายาเส้นก็ยังต่ำกว่าราคาบุหรี่ซองอย่างมาก จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคยาเส้นมากขึ้น แม้จะทราบดีว่ายาเส้น “ทำลายสุขภาพมากกว่า” เพราะคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกัน

ภาษียาเส้นเคยมีการปรับอัตรามาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมีการคิดแบบ 2 เทียร์ แต่โครงสร้างใหม่เหลือแค่เทียร์เดียว เช่น ยาเส้นปรุง เก็บ 10% ของมูลค่าและกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าการเก็บภาษีบุหรี่ที่ 20-40% ตามมูลค่าและมวนละ 1.20 บาท ทำให้คนหันไปบริโภคยาเส้นมากขึ้น โดยกรมฯ ยอมรับว่าการปรับปรุงภาษียาเส้นจะต้องคิดให้รอบคอบ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน อาจกระทบกับอาชีพของชาวบ้านได้


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.