
คนข่าวต้องเข้าถึงต้นตอของข่าว!
ผมเข้าค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาทางฝั่งบังกลาเทศมาแล้วหลังจากที่ติดตามข่าวสารมายาวนาน และได้พยายามหาโอกาสเข้าไปสัมผัสกับ คนไร้รัฐ กลุ่มนี้มาตลอด
ด้วยจำนวนผู้ลี้ภัยกว่า 900,000 คน ถือว่าที่นี่เป็นค่ายผู้ลี้ภัยใหญ่ที่สุดในโลกวันนี้
ได้ตั้งวงคุยและเจาะลึกถึงเรื่องราวการ "หนีตาย" ของหลายครอบครัวจากฝั่งรัฐยะไข่ของเมียนมา...สรุปว่าเป็นความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ได้อย่างเหลือเชื่อจริงๆ

คุณ ปู ไปรยา ในฐานะ Goodwill Ambassador หรือทูตสันถวไมตรีของ UNHCR หรือข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติร่วมทีมร่วมสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากับผม
เธอได้ยินได้ฟังเรื่องราวจากคนโรฮีนจาแล้วบอกว่าช็อก...ไม่เชื่อว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้สมัยนี้
เธอบอกว่าการตัดสินใจครั้งแรกที่เสนอตัวเป็นอาสาสมัครช่วยงานผู้ลี้ภัยเมื่อ 4 ปีก่อน ก็เพราะได้เห็นข่าวเรื่องการหนีตายของชาวโรฮีนจานี่แหละ
เรื่องราวจากปากของชาวโรฮีนจาเองตอกย้ำถึงความน่าสะพรึงกลัวของการดำรงชีวิตอยู่ในรัฐยะไข่...เรื่องราวการฆ่าฟัน กักกัน ทรมาน ข่มขืน และจงใจสร้างบรรยากาศแห่งความน่ากลัวสำหรับคนที่ยังเหลืออยู่
55% ของเกือบล้านคนที่ค่ายลี้ภัย Kutupalong ที่เมือง Cox’s Bazar ในอ่าวเบงกอลตรงข้ามรัฐยะไข่ของเมียนมาแห่งนี้เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 และ 42% อายุต่ำกว่า 11 อีกทั้งยังมีผู้หญิงและผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก
สภาพของค่ายเป็นเพิงพักพิงชั่วคราวแยกเป็น 22 กลุ่ม มีความแออัดยัดเยียดและมีปัญหาการรักษาสุขภาพอนามัย รวมไปถึงการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ยังห่างไกลจากความปกติอย่างยิ่ง
ในภาวะฉุกเฉินของการต้องอยู่รอดในค่ายลี้ภัยที่ยังมี ภาวะฉุกเฉินซ้อน เข้ามาในรูปของภัยธรรมชาติที่น่าหวาดหวั่นไม่น้อย
นั่นคือมรสุมตามฤดูกาลของอ่าวเบงกอลและพายุไซโคลนหนักหน่วง ที่สามารถกวาดเพิงที่พักราบเป็นหน้ากลองได้หากไม่มีการวางมาตรการป้องกันเอาไว้ทันท่วงที
พื้นที่ของค่ายส่วนใหญ่เป็นดินโคลน ดังนั้นพอฝนลงทุกอย่างก็เฉอะแฉะ การเดินเหินสัญจรไปมามีอุปสรรคมากมาย สะพานไม้ไผ่ที่ทำจากฝีมือของผู้ลี้ภัยเองก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมเสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา
บริเวณค่ายลี้ภัยแห่งนี้เคยอุดมไปด้วยป่าเขาเขียวขจี แต่หลังเหตุการณ์รุนแรงที่ทหารเมียนมาลงมือปราบปรามชาวโรฮีนจาอย่างหนักเริ่มตั้งแต่ 25 สิงหาคมปีที่แล้วเป็นต้นมา เมื่อผู้ลี้ภัยหลั่งไหลข้ามเข้ามาจากรัฐยะไข่ ป่าไม้ก็ถูกทำลายเพื่อนำไปทำเป็นฟืนและการดำรงชีพของผู้ลี้ภัย
UNHCR ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การตั้งจุดแรกรับไปถึงการช่วยสร้างเพิงที่พัก ระดมอาหาร ยารักษาโรค น้ำสะอาด ส้วม และตะเกียงพลังแสงอาทิตย์ในบางจุด รวมถึงการร่วมกับชาวโรฮีนจาช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อทดแทนป่าที่หายไป
เด็กๆ ผู้ลี้ภัยเรียนรู้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของช้างป่าที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในบริเวณนี้ และเริ่มหายไปเมื่อผู้ลี้ภัยมาปักหลักอยู่ตรงนี้
ผู้ลี้ภัยที่อยู่ในบริเวณเชิงเขาที่เผชิญภัยดินถล่มก็ถูกย้ายมาอยู่ในจุดใหม่ที่ถูกปรับที่ให้ราบขึ้น UNHCR มีพันธมิตรมาร่วมหลายองค์กร รวมถึงกาชาดบังกลาเทศ องค์กรระหว่างประเทศกับหน่วยงานการกุศลจากทั่วโลกผสมกับเงินบริจาคของเอกชนทั่วโลก
แต่งบประมาณที่ต้องใช้เพื่อปรับคุณภาพมาตรฐานให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ยังขาดแคลนอยู่ไม่น้อย จึงมีการรณรงค์ให้มีการบริจาคจากเอกชนทั้งส่วนตัวและในฐานะบริษัทและองค์กรทุกภาคส่วน
ติดตามรายละเอียดและเบื้องหลังของ วิกฤติโรฮีนจา จากที่ผมสัมผัสมาได้ในเร็วๆ นี้ทางรายการ “โลกป่วน” ThaiPBS ครับ.
|
ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802 |
| นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร' |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |