สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง เกมอาวุธนิวเคลียร์


เพิ่มเพื่อน    

     เรื่องอาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัสเซียละเมิดสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง สหรัฐไม่อาจปล่อยให้รัสเซียมีอาวุธชนิดนี้ในขณะที่สหรัฐไม่อาจจะมี ดังนั้นจึงขอถอนตัวจากสนธิสัญญา พร้อมกับพูดเป็นนัยว่าจีนต้องเข้าร่วมเจรจาด้วย มิเช่นนั้นสหรัฐจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางอีกครั้ง
คำกล่าวหาละเมิดสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง :
    สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty : INF) เป็นสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตเมื่อธันวาคม 1987 ทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะกำจัดขีปนาวุธพิสัยระหว่าง 500-5,500 กิโลเมตร ที่ติดตั้งบนฐานยิงภาคพื้นดินให้หมดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 1991 รวมทั้งระบบปล่อยอาวุธดังกล่าว ไม่ว่าจะติดหัวรบนิวเคลียร์หรืออื่นใด
    ภายใต้สนธิสัญญานี้ การศึกษาพัฒนาในตัวกระดาษยังไม่นับว่าละเมิด หากผลิตหรือยิงทดสอบขีปนาวุธจึงถือว่าละเมิดแล้ว
    รัฐบาลสหรัฐกล่าวหารัสเซียละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าวตั้งแต่ปี 2008 ต่อมาปี 2014 รัฐบาลโอบามากล่าวหารัสเซียอีกครั้งว่าละเมิดสนธิสัญญาทำการทดสอบปล่อยจรวดร่อนจากระบบปล่อยภาคพื้นดิน รัฐสภามีมติให้ติดตามความเคลื่อนไหวของรัสเซียในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
    ธันวาคม 2017 สหรัฐระบุว่าขีปนาวุธที่ละเมิดคือ Novator 9M729 หรือ SSC-8 พัฒนามาจากขีปนาวุธพิสัยใกล้ Iskander K กลายเป็นพิสัยปานกลาง และกล่าวหาว่ารัสเซียได้ประจำการขีปนาวุธดังกล่าวแล้ว
    ด้านรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาพร้อมกับชี้ว่าสหรัฐละเมิดสนธิสัญญาเช่นกัน ยกกรณีติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ SM-3 ในโรมาเนียกับโปแลนด์ แม้ว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบต่อต้านขีปนาวุธ (พื้นสู่อากาศ) แต่สามารถติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่พื้น เช่น จรวดร่อนโทมาฮอว์ค
    ฝ่ายสหรัฐชี้แจงว่าไม่ได้ละเมิดเพราะติดตั้งแต่ระบบต่อต้านขีปนาวุธ 
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
    ในที่นี้จะนำเสนอแนวคิดมุมมองหลากหลาย ดังนี้
    ประการแรก ควรตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์หรือไม่
    ภายใต้สนธิสัญญา INF ได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์พิเศษ (Special Verification Commission) ตรวจพิสูจน์ว่าคู่สัญญาทำตามข้อตกลงหรือไม่ คณะกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่ได้ดีเป็นที่ยอมรับในช่วงตรวจพิสูจน์การทำลายอาวุธของทั้ง 2 ฝ่าย 
    บัดนี้ เมื่อมีข้อกล่าวหาจึงมีผู้เสนอให้คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ทำหน้าที่อีกครั้ง เพื่อชี้ว่ามีการละเมิด INF หรือไม่  แต่ดูเหมือนรัฐบาลทรัมป์ (รวมทั้งรัฐบาลโอบามา) ไม่สนใจตรวจพิสูจน์ด้วยคนกลาง เลือกที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ทั้งๆ  ที่รัสเซียปฏิเสธเรื่อยมา 
    แนวคิดใช้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์เป็นแนวคิดที่ดีแต่ยากจะปฏิบัติในบริบทปัจจุบัน ควรเท้าความว่าคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเริ่มบังคับใช้ INF นั้นในขณะนั้นเป็นช่วงปลายสงครามเย็น ทั้งยุโรปตะวันตกกับรัสเซียต่างเห็นพ้องที่จะลดความตึงเครียด จึงยินดีเปิดฐานทัพให้เข้าตรวจสอบและทำลายอาวุธนิวเคลียร์
    แต่บริบทปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น สหรัฐหรือรัสเซียคงไม่ยินดีที่จะเปิดให้ตรวจสอบอย่างทั่วถึง แท้จริงแล้วไม่มีประเทศใดที่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่อาจสรุปได้ว่ายังยึดมั่น INF หรือไม่ อีกทั้งการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าจารกรรมล้วงความลับ บริบทที่ไม่เอื้อจึงเป็นอุปสรรคหากจะใช้แนวทางนี้
    ประการที่ 2 เพื่อยับยั้งอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้
    นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเป้าหมายที่แท้คือสหรัฐหวังสกัดอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้ เกรงว่าขีปนาวุธจีนคุกคามพันธมิตร ฐานทัพ กองเรือสหรัฐในย่านนั้น การประกาศถอนตัวของทรัมป์อาจเป็นกลวิธีเจรจาเพื่อดึงให้จีนเข้าร่วมสนธิสัญญา INF ฉบับใหม่ (การเจรจาใหม่) จำกัดปริมาณอาวุธของจีน ฯลฯ 
    หนึ่งในระบบขีปนาวุธจีนที่สหรัฐกังวลคือ DF-26 มีพิสัย 4,000 กิโลเมตร เป็นอันตรายต่อฐานทัพอเมริกันและกองเรือในรัศมีอาวุธ สหรัฐคงหวังให้ยุโรป รัสเซีย และอีกหลายประเทศช่วยกดดันจีนให้ยอมเข้าร่วม INF นับเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด หากสำเร็จลุล่วงควรยกความดีความชอบให้กับรัฐบาลทรัมป์
    แดน บลูเมนธอล (Dan Blumenthal) อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเห็นว่าการถอนตัวจากสนธิสัญญาเปิดทางให้สหรัฐสร้างขีปนาวุธพิสัยกลางแบบใหม่ที่มีความสามารถในการพรางตัวและเคลื่อนที่ไปมาได้สะดวก และอาจประจำการขีปนาวุธชนิดนี้ที่เกาะกวมกับญี่ปุ่น หากเป็นเช่นนั้นจีนต้องพัฒนาและติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธอีกมากหากคิดจะสกัดกั้น 
    แนวคิดนี้มุ่งเป้าที่จีน
    ประการที่ 3 INF ล้าสมัยควรเจรจาใหม่
    ในอีกมุมมองคือสนธิสัญญา INF เป็นประโยชน์ในยุคใกล้สิ้นสงครามเย็น แต่หลังใช้มากว่า 30 ปี บริบทเปลี่ยนไปมากแล้ว รัสเซียภายใต้ยุคปูตินกำลังฟื้นตัวอีกครั้ง และต้องการความเป็นเจ้า (อย่างน้อยในระดับภูมิภาค) เร่งสร้างขยายกองทัพใหม่อีกครั้ง
    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งมหาอำนาจนิวเคลียร์เจรจาเรื่อยมาเพื่อรักษาความปลอดภัยไม่ให้เกิดเหตุร้ายโดยไม่คาดฝัน เจรจาลดอาวุธหลายรอบ หนึ่งในผลงานคือ INF แต่ในอีกด้านการแข่งขันยังดำเนินต่อเนื่อง ชาตินิวเคลียร์ส่วนใหญ่ยังพัฒนาอาวุธใหม่ๆ สหรัฐสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธและพยายามติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก รัสเซียตอบโต้ด้วยการสร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถหลบหลีกหรือทะลวงระบบต่อต้านของสหรัฐ
    ด้วยแนวคิดนี้ การถอนตัวหรือยกเลิก INF เพื่อเจรจาใหม่น่าจะเป็นผลดี และควรนำทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์มาร่วมเจรจา รวมทั้งอิสราเอลที่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธว่าตนมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ทั้งควรนำระบบต่อต้านขีปนาวุธ (Ballistic Missile Defense - BMD) เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาด้วย แต่แนวคิดนี้คงไม่ง่าย มากคนมากความ 
    ประการที่ 4 ทำไมยังต้องทำสนธิสัญญาอีกเมื่อรัฐบาลสหรัฐพร้อมฉีกทุกเมื่อ
    ถ้ามองในแง่ลบ ในเวลาไม่ถึง 2 ปีรัฐบาลสหรัฐฉีกสนธิสัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ด้วยเหตุผลว่าไม่สนับสนุนผลประโยชน์อเมริกา ก่อให้เกิดคำถามว่าการทำสนธิสัญญา ข้อตกลงกับประเทศนี้มีประโยชน์แค่ไหน เพราะไม่มีหลักประกันว่าข้อตกลงที่ทำวันนี้จะคงอยู่ในวันพรุ่งนี้
    รัฐบาลสหรัฐจะคงรักษาข้อตกลงตราบเท่าที่เห็นว่าได้ประโยชน์มากพอ คำถามคือจำเป็นแค่ไหนที่ต้องทำสัญญาเพื่อให้สหรัฐได้ประโยชน์สูงสุด 
    สมมุติว่าจีนเข้าร่วมทำข้อตกลงฉบับใหม่ จำกัดอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าในอนาคตสหรัฐจะไม่ฉีกสัญญาหรือขอให้ปรับสัญญาใหม่ตราบเท่าที่สหรัฐคงความเป็นเจ้าทางทหารของโลก
    แนวคิดนี้ให้หลักคิดว่ารัฐบาลสหรัฐใช้การทำสนธิสัญญา ข้อตกลงต่างๆ เป็นเครื่องมือจำกัดอำนาจอิทธิพลของชาติอื่นๆ เพิ่มขยายผลประโยชน์ อำนาจอิทธิพลของตัวเอง
    ประการที่ 5 โลกแห่งการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์
    นับตั้งแต่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรก สหรัฐเป็นประเทศนำด้านนี้มาตลอด ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review : NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง เพราะสหรัฐมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อตน วันใดที่ภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจหดหาย จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทันที เช่น กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบ
    ทั้งรัสเซียกับจีนล้วนเป็นผู้ตามหลังอเมริกาในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ (แม้สหรัฐจะไม่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางแต่โดยรวมแล้วยังเป็นเจ้า) และต้องย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้ใครแซงนำในเรื่องนี้ 
    การถอนตัวจาก INF การนำสู่การเจรจาใหม่อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดว่าสหรัฐจะต้องเป็นผู้นำด้านกองกำลังนิวเคลียร์โลก ดังนั้น หากรัสเซีย จีน หรือประเทศใดพยายามจะแข่งสะสมนิวเคลียร์ สหรัฐจะก้าวไปให้เร็วกว่าและไกลกว่า โลกแห่งการสะสมกองกำลังนิวเคลียร์เป็นเช่นนี้
    ไม่ว่าประเทศใด องค์การระหว่างประเทศ คนชาติใดจะกล่าวโจมตีรัฐบาลสหรัฐ
    ประการที่ 6 ทรัมป์ไม่ต้องการสงครามล้างโลก
    บ่อยครั้งที่มีข่าวความตึงเครียดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จะมีผู้คิดถึงสงครามนิวเคลียร์ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรง สุ่มเสี่ยงให้เผชิญหน้า เพิ่มงบประมาณสร้างอาวุธจำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ใหม่ๆ แต่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์คิดจะทำสงครามนิวเคลียร์
    ถ้าจะตั้งคำถามแบบเข้าใจง่ายๆ อาจตั้งคำถามว่าประธานาธิบดีอยากทำสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ อยากดำเนินชีวิตต่อในโลกยุคหลังสงครามนิวเคลียร์หรือไม่  คำตอบโดยสามัญสำนึกคือทรัมป์อยากอยู่ดีกินดี มีชีวิตยืนยาวอีกหลายปี ใช้ชีวิตเยี่ยงราชามากกว่า
    เรื่องที่ใส่ใจมากที่สุดตอนนี้อาจเป็นการทำอย่างไรจะได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย
    ดังนั้นไม่ควรตั้งธงว่าทรัมป์ต้องการทำสงครามนิวเคลียร์ จะเกิดสงครามล้างโลกในไม่ช้า
    บางคนวิพากษ์ว่าความคิดถอนตัวจากสนธิสัญญาขีปนาวุธพิสัยกลาง (INF) จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียด เป็นเหตุแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ บางคนตั้งคำถามว่าเป็นประโยชน์ต่ออเมริกาแค่ไหน จะยิ่งทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ ที่ผ่านมากรณีเกาหลีเหนือกับอิหร่านก็ถูกตีความว่าอาจเป็นเหตุใช้นิวเคลียร์กันแล้ว กรณีล่าสุดเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ด้วยกันจะร้ายแรงกว่าเพียงใด เหล่านี้เป็นมุมมองที่พูดได้ ในอีกมุมมองหนึ่งควรชมเชยรัฐบาลสหรัฐที่กำลังใช้ความได้เปรียบของตนสร้างความได้เปรียบเพิ่มอีก ต้องอาศัยรัฐบาลอย่างทรัมป์ที่จะลงมือทำเรื่องเช่นนี้.
-----------------------------
ภาพ : ขีปนาวุธติดหัวรับนิวเคลียร์ DF-26 ของจีน
ที่มา : http://www.chinadaily.com.cn/a/201804/26/WS5ae18ecda3105cdcf651ab3c.html?fbclid=IwAR0Gidd3TmM6z42Sp9TmdwzR9pqHI8Z1jLFM-ZXsopPiHDZKXgBAfq__vwc

                    -----------------------------
 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"