เลือกตั้งกลางเทอมมะกันพรุ่งนี้ ตัดสินชะตากรรม 'โดนัลด์ ทรัมป์'


   

    พรุ่งนี้ (วันที่ 6 พฤศจิกายน) จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมที่มีความสำคัญต่อชะตากรรมทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มาก จึงต้องเกาะติดกันทุกรายละเอียด
    เพราะหากเป็นไปตามโพลที่อเมริกา ถึงวันนี้เสียงส่วนใหญ่ในสภาล่างอาจจะพลิกมาเป็นพรรคเดโมแครต แทนที่จะอยู่ในการควบคุมของพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนทรัมป์
    โพลบอกว่าพรรครีพับลิกันอาจจะยังสามารถรักษาเสียงส่วนใหญ่ 51 ต่อ 49 ในวุฒิสภา
    ถ้าเป็นไปตามการหยั่งเสียงประชาชน (ซึ่งอาจจะผิดพลาดได้ไม่น้อย) ดุลอำนาจในสภาคองเกรสจะปรับเปลี่ยนถึงจุดที่ทำให้ทรัมป์ตกอยู่ในสภาพเปราะบางอย่างยิ่ง
    เลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนอเมริกันทั่วประเทศจะออกมาใช้สิทธิ์เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด  435 คน และหย่อนบัตรเลือกหนึ่งในสาม หรือ 35 คนของสมาชิกวุฒิสภา 100 คน ในวันเดียวกันนี้คนอเมริกันก็จะใช้สิทธิ์เลือกผู้ว่าการรัฐ 39 รัฐ นอกจากนี้ยังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นกันอีกมากมายหลายแห่งทั่วประเทศ
    ต้องถือว่าเป็นวันสำคัญทางการเมืองสำหรับคนอเมริกันอย่างยิ่ง จึงไม่ต้องแปลกใจที่ตัวแทนสองพรรคใหญ่ต่างขับเคี่ยวกันอยู่ในการหาเสียงอย่างรุนแรง เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่บรรยากาศทางสังคมได้รับผลกระทบจากเหตุวุ่นวายและความรุนแรงในระยะหลังนี้ เพราะเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 11 รายที่โบสถ์ชาวยิวในนครพิตส์เบิร์ก เหตุเป็นเพราะมือปืนกราดยิงเหยื่อผู้มาร่วมงานทางศาสนา ทำให้รอยปริระหว่างคนยิวกับคนต่อต้านยิวในสังคมอเมริกันเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
     แม้ทรัมป์จะออกมาประณามผู้ก่อเหตุรายนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาล ว่าจะทำอะไรอย่างจริงจังเพื่อกำจัดสาเหตุแห่งความเกลียดชังในสังคมมะกันได้เลย
    มิหน้ำซ้ำก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พัสดุไปรษณีย์หลายชิ้นที่บรรจุวัตถุระเบิด จ่าหน้าซองถึงนักการเมืองเดโมแครตคนดังและผู้สนับสนุนพรรคนี้ ถูกส่งไปให้อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ฮิลลารี คลินตัน รวมไปถึงอดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน
    คนที่เป็นเป้าของการข่มขู่ครั้งนี้ล้วนเป็นผู้ที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ทั้งสิ้น
    แม้ทรัมป์จะออกมายืนยันว่าเขาต่อต้านการกระทำเช่นนั้น แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่วางใจว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงๆ 
     ไม่ต้องสงสัยว่าเหตุร้ายเหล่านี้ทำให้การหาเสียงของสองพรรคนี้เพิ่มอัตราความดุเดือดขึ้นมาทันที ทรัมป์เดินสายช่วยผู้สมัคร ส.ส.และ ส.ว.ของพรรครีพับลิกันหาเสียงด้วยลีลาและภาษาที่ร้อนแรง เขางัดเอานโยบายต่อต้านคนเข้าเมืองที่แข็งขันเป็นเครื่องเรียกเสียงสนับสนุนจากฐานเสียงชนชั้นกลางผิวขาวที่ชอบแนวทาง "ชาตินิยม" ของทรัมป์
    ทรัมป์ไปหาเสียงที่เมืองชาล็อตส์วิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนาด้วยวาทะดุดันว่า
     "พรรคเดโมแครตสนับสนุนอย่างเปิดเผยให้คนต่างด้าวผิดกฎหมายนับล้านๆ คนละเมิดกฎหมายการข้ามพรมแดนของสหรัฐฯ และเข้ามาทำลายเศรษฐกิจของประเทศล้มละลาย"
    แน่นอนว่าพรรคเดโมแครตก็ออกมาตอบโต้ทันควัน หันไปชูประเด็นเรื่องนโยบายดูแลสุขภาพคนในการระดมเสียงสนับสนุน
    โอบามาก็เดินสายหาเสียงให้พรรคเดโมแครตอย่างเข้มข้น ไม่ลังเลที่จะชี้นิ้วกล่าวหาว่าทรัมป์กำลังทำลายชาติด้วยแนวทางต่อต้านคนสีผิว ต่างด้าว และผู้หญิง
    หาเสียงด้วยนโยบายย่อมไม่สะใจเท่ากับการโจมตีส่วนตัวกันและกัน
    โพลหลายสำนักชี้ว่าพรรคเดโมแครตจะได้ที่นั่งเพิ่มในสภาผู้แทนราษฎร และหากพรรคนี้จะพลิกดุลอำนาจในสภาก็ต้องได้เก้าอี้เพิ่มในสภาผู้แทนฯ 23 ที่นั่ง เพื่อกลับมาเป็นเสียงข้างมาก
    นักวิเคราะห์บอกว่าพรรครีพับลิกันน่าจะสามารถรักษาเสียงข้างมาก 51 ต่อ 49 เสียงในขณะนี้ อยู่ต่อไปได้ หากประเมินตามแนวโน้มประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีมักเสียเก้าอี้ในสภาในการเลือกตั้งกลางเทอม 
    สถิติที่ผ่านมาบ่งบอกว่าพรรคที่คุมทำเนียบขาว (ในกรณีนี้คือพรรครีพับลิกันของทรัมป์) อาจจะเสียที่นั่งระหว่าง 25 ถึง 35 เสียง หรืออาจจะรุนแรงกว่านั้นถ้าความนิยมในตัวประธานาธิบดีอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% 
    ล่าสุด โพลหลายแห่งบอกว่าคะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ที่ 44% 
    ผลการหย่อนบัตรที่สหรัฐฯ พรุ่งนี้จึงเป็นตัวกำหนดว่า ทรัมป์จะเจอวิกฤติการเมืองหนักกว่าที่เผชิญอยู่ขณะนี้หรือไม่.


"แอมเนสตี้" ถอด "อองซาน ซูจี" พ้นทูตแห่งมโนธรรมสำนึกเห็นหัวข่าวนี้ปุ๊บ.........ความรู้สึกตอบสนองเกิดกับผมปั๊บ "โธ่...ไอ้องค์กรสถุล"!

ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย
"เลือกตั้ง" มีอะไรมากกว่าที่คิด?
จากบ้อง(ทำท่า)สู่อุตสาหกรรม
'กัญชากับท่าทีใหม่รัฐบาล'