เมื่อ 'เจฟฟ์ เบซอส' ประกาศ อเมซอนใหญ่แค่ไหนก็เจ๊งได้!


   

     เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon เป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก วันก่อนมีเทปเสียงปรากฏออกมา อ้างว่าแกประชุมใหญ่พนักงานที่ซีแอตเทิล หนึ่งในประโยคเด็ดก็คือว่า

    "อเมซอนไม่ใหญ่เกินกว่าที่จะล้มได้...ผมทำนายไว้เลยว่าวันหนึ่งข้างหน้าอเมซอนจะล้มเหลว อเมซอนจะเจ๊ง ถ้าคุณดูช่วงชีวิตของบริษัทยักษ์ๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 30 ปีเศษๆ ไม่ใช่ร้อยปี..."
    คำประกาศนี้ของเขาสร้างความประหลาดใจพอสมควร เพราะอเมซอนทำท่าเหมือนกำลังขี่คลื่นแห่งความสำเร็จอยู่อย่างคึกคัก
    อเมซอนเพิ่งประกาศตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่เรียกว่า HQ2 ที่นิวยอร์กและวอชิงตัน ดี.ซี. เหมือนเป็นการขยายงานอย่างใหญ่โต
    ทำไมเจฟฟ์ เบซอสจึงใช้จังหวะนี้เตือนพนักงานทั้งบริษัทว่าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด อย่านึกว่าความสำเร็จจะอยู่ยั่งยืน หากเราไม่ระวังความล้มเหลวอาจจะกำลังคอยดักอยู่ที่เลี้ยวหน้าก็ได้
    เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า หน้าร้อนให้คิดถึงวันฝนตก หน้าฝนให้คิดถึงหน้าแล้ง
    นักวิเคราะห์มองว่าเบซอสต้องการให้ลูกทีมมองตัวอย่างของห้างดังอย่าง Sears ที่เพิ่งเจ๊งต่อหน้าต่อตาแม้จะมีอายุยาวนานมาถึง 129 ปี
    เขาประกาศว่า
    "หากเรามุ่งเน้นตัวเราเอง แทนที่จะพุ่งความสนใจไปที่ลูกค้าของเรา นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสิ้นสลาย...เราจะต้องพยายามเลื่อนวันเวลาแห่งความล่มสลายให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้"
    เป็นประโยคเด็ดที่ซีอีโอน้อยคนจะกล้าพูดในขณะที่ต้องการจะปลุกกระแสของความฮึกเหิมในความรู้สึกของพนักงาน
    แต่คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในยุคดิจิทัลย่อมตระหนักถึงความไม่แน่นอนของความสำเร็จ
    แจ็ก หม่าแห่งอาลีบาบา เคยบอกผมว่าเขาเชื่อว่าวันหนึ่งจะมีคนเก่งกว่าเขามาทดแทนเขา
    ผมถามเขาว่ากลัวไหมที่จะมีแจ็ก หม่าน้อยที่ทำอะไรเหมือนเขาเป๊ะเลย สามารถจะคิดค้นรูปแบบธุรกิจที่อาจจะ disrupt อาลีบาบาอย่างที่เขาอาจจะคาดไม่ถึงก็ได้
    แจ็ก หม่าตอบทันทีว่า "ถูกต้อง ผมเชื่อว่าวันหนึ่งจะมีคนรุ่นใหม่ที่คิดอะไรที่เป็นนวัตกรรมเก่งกว่าผม และสามารถที่จะทำให้อาลีบาบาเจ๊งได้แน่นอน"
    สัจธรรมยุคนี้คืออะไรที่เคยถือว่าเป็นสูตรความสำเร็จในอดีต มิอาจถือเป็นสูตรความสำเร็จในอนาคตได้อีกต่อไป เพราะทุกอย่างเปลี่ยนหมดแล้ว ไม่มีสูตรตายตัวที่ใครจะลอกเลียนไปแล้วจะสามารถนำมาใช้เพื่อหวังผลเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
    องค์กรยุคดิจิทัลจึงต้องให้ความสำคัญต่อ "ความล้มเหลว" ไม่น้อยไปกว่า "ความสำเร็จ"
    อิริก ชมิดต์ ผู้บริหารแห่ง Google เคยพูดไว้ว่า
    "ที่ Google เรามีนโยบายที่จะทดลองและฉลองความล้มเหลว"
    กูเกิลยอมรับว่าสินค้าหลายตัวที่เปิดมาแล้วล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ไม่ว่าจะเป็น Google Wave  หรือ Goggle+ หรือ Google Buzz 
    ผู้บริหารที่นี่บอกพนักงานเสมอว่า คุณล้มเหลวได้เสมอ แต่คุณจงเรียนรู้จากมันเพื่อที่จะทำครั้งต่อให้ดีกว่าเดิม
    หรือที่เรียกว่า Fail fast, Fail better
    ผมเพิ่มให้ Fail forward
    แปลว่าล้มเหลวได้ แต่ต้องล้มเหลวเร็ว ล้มเหลวครั้งนี้ต้องดีกว่าครั้งที่แล้ว และหากจะล้มเหลวให้ล้มเหลวไปข้างหน้า อย่าถอยหลัง
    ความหมายก็คืออย่ากลัวความล้มเหลว จงยอมรับว่าทุกอย่างกว่าจะสำเร็จต้องล้มเหลวก่อน และความล้มเหลวทุกครั้งจะต้องสอนอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า
    บริษัทเทคโนโลยีหรือสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ๆ ที่มีกระบวนความคิดหรือ mindset ใหม่ๆ จะสนับสนุนและยอมให้พนักงานมีอิสระที่จะคิดค้นและกล้าที่จะ "ล้มเหลว" 
    นั่นย่อมหมายถึงความกล้าที่จะเสี่ยงจากการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ
    เพราะหากไม่เสี่ยงก็จะไม่มีวันบรรลุถึงเป้าหมายของนวัตกรรม
    มีคนในวงการธุรกิจดิจิทัลบอกผมว่าเด็กเรียนดีและเรียนเก่งมีจุดอ่อนที่สำคัญมากคือ "กลัวทำอะไรผิด" และนั่นย่อมจะนำไปสู่ความกลัวที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ
    นักบริหารส่วนใหญ่ทำใจลำบากที่จะยอมให้เกิดความล้มเหลว เพราะคำว่าความล้มเหลวเป็นเสมือนเป็นตราบาป เป็นเรื่องของการเสียศักดิ์ศรีและความรู้สึก จึงทำให้พนักงานส่วนใหญ่มีความหวาดผวา "ความล้มเหลว" เช่นกัน
    แต่ถ้าฟังเจฟฟ์ เบซอสเตือนพนักงานว่าอย่าได้ประมาทแม้แต่วันเดียว เพราะไม่ว่าวันนี้จะสำเร็จมากเพียงใด วันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจะเจ๊งได้
    แปลว่าอย่ากลัวความล้มเหลว จงกลัวความสำเร็จ เพราะความสำเร็จทำให้ไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ และนั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวถาวรได้!