ปลุกผู้หญิง #เจ็บแต่ไม่ยอม ชงหลักสูตรเท่าเทียมทางเพศ


เพิ่มเพื่อน    

               

แม้ว่าตามหลักสากลของนานาชาติ และรัฐธรรมนูญของประเทศ ยอมรับถึงความเท่าเทียม และความเสมอภาคทางเพศแล้วก็ตาม  แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักสากลนั้นยังสวนทางกับวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยบางส่วน  ที่ติดกับดักว่าชายเป็นใหญ่  ตีกรอบผู้หญิงให้เป็นผู้ตาม นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว  และวัตถุทางเพศ   ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้เสียใหม่    และนี่เป็นที่มาของการทำกิจกรรมสำคัญในแคมเปญ # เจ็บแต่ไม่ยอมขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

ทั้งนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  ซินดี้ สิรินยา บิชอฟ  และเพื่อนนักแสดง นำทีมรวมพลังผู้ถูกกระทำความรุนแรง ทำกิจกรรมรณรงค์ในแคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล (25 พฤศจิกายน)  พร้อมเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์ผู้ที่เคยถูกกระทำ โดยภายในงานมีการนำผู้ที่ผ่านพ้นจากความรุนแรง และเครือข่ายกว่าร้อยชีวิต วาดหยดน้ำตาสีดำที่ใบหน้า ร่วมเดินรณรงค์และทำ flash mob รวมพลคนเจ็บแต่ไม่ยอม      fifa356

 

นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิง อายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด พื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 36.2 เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ,ร้อยละ 38.4  เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย ร้อยละ 10.4, ตลอดจนเคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง ร้อยละ 7.8

               

นอกจากนี้ยังเห็นการตอกย้ำสะท้อนความรุนแรงทางเพศ ผ่านสื่อละคร เช่น “ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ ทำให้ละครน่าสนใจ”   มีผู้เห็นด้วยถึงร้อยละ 44.7,  “นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว” ร้อยละ 39.0 ,“สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ” ร้อยละ 32.1 และ“ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้” ร้อยละ 25.3

           

นางสาวจรีย์  กล่าวว่า ประโยคหรือข้อความ ที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ “สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” ร้อยละ 89.2 ,รองลงมา    “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า เรื่องในครอบครัวไม่ควรนำไปบอกคนอื่น เพราะจะเป็นการประจานครอบครัวตัวเอง” ร้อยละ 77.0 ,“ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว”     ร้อยละ 62.8 ,“ผู้ชายเข้มแข็ง แข็งแรงกว่า และมีภาวะความเป็นผู้นำ” ร้อยละ 61.6 , bnk789 “ครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันหรือหย่าร้าง จะทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา” ร้อยละ 57.4 

 

ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร  แต่ในความเป็นจริงนี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกผลิตซ้ำ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกฝังแบบแผนตีกรอบความเป็นผู้หญิง ความเป็นผู้ชายแบบตายตัว ผ่านกระบวนการ   บ่มเพาะหล่อหลอมจากสถาบันทางสังคม  ผลิตซ้ำทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ   ไม่ใช่ปัญหา ทนๆ กันไปเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง

 

“ถึงเวลาแล้วที่เราควรกลับมาทบทวน และช่วยกันรื้อถอนวิธีคิด วิธีการหล่อหลอมที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่  ซึ่งเป็นรากเหง้าของทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และงานรณรงค์ในวันนี้หวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการชวนกันกลับมาตั้งคำถามกับการหล่อหลอมดังกล่าว และหวังว่าจะส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ให้ถึงเวลาปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอกย้ำการบ่มเพาะแบบเดิมๆ  save168 ให้เปลี่ยนใหม่เป็นการออกแบบหลักสูตรที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจังเสียที” นางสาวจรีย์  กล่าว

        

 “ซินดี้”  สิรินยา บิชอพ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้อยากสะท้อนว่าเมื่อผู้หญิงต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง  ต้องหยุดโทษตัวเองหรือเลิกคิดว่ามันเป็นเพราะเราเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากตัวเองสร้างพลังให้ตัวเอง แน่นอนว่าบางเรื่องอาจละเอียดอ่อนซับซ้อนเปราะบางในครอบครัว  แต่เราต้องสร้างทางเลือกอื่นให้กับตัวเอง โดยเฉพาะการมีข้อมูลในมือ ต้องค้นหาเสาะแสวง เพื่อที่จะมีความรู้ สร้างทางเลือกเพราะคนที่ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นอยู่ในมือจะเสียเปรียบ

 

"อยากให้หยุดมายาคติเรื่องโทษผู้หญิงด้วยกันเอง หยุดโทษตัวเอง เพราะสังคมไม่ควรมีสถานการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นและสังคมไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกคนคอยฟัง คอยช่วยสนับสนุน พร้อมเป็นพลังใจ แคมเปญ#เจ็บแต่ไม่ยอม เราอยากบอกว่าอย่าพยายามอยู่ในสถานการณ์เป็นเหยื่อหรือเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อ  เราควรแข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นสู้ แน่นอนว่ามันเคยเจ็บ แต่เจ็บต้องไม่ยอม เราต้องสร้างพลังบวก เชื่อมั่นในตัวเองเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่  เห็นคุณค่าในตัวเอง  แต่เราต้องการลุกขึ้นก้าวผ่านมันไปให้ได้   สล็อต  ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง  แล้วมองหาตัวช่วย มีองค์กรหน่วยงานจำนวนมากที่พร้อมจะเข้ามายืนเคียงข้างเรา อย่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รวมไปถึงกลไกของรัฐเช่น โทร สายด่วน 1300" นางแบบสาว ระบุ

ขณะที่เค (นามสมมติ) บอกเล่าประสบการณ์ที่เคยเผชิญความรุนแรงและการคุกคามทางเพศที่เกิดจากคนใกล้ชิดในครอบครัวว่า ลูกสาวตน ในวัย 13 ขวบ ตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากสามีของตน หรือพ่อแท้ๆของเด็กโดยมีสติครบถ้วน อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ฟังจนผ่านไปเกือบสองเดือนหลังเกิดเหตุ ลูกจึงตัดสินใจบอก ซึ่งช็อคมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไร สามีคนก่อเหตุก็ปฎิเสธและเข้าไปด่าทอลูกว่าบอกเรื่องนี้ทำไม  จนสุดท้ายเธอตั้งสติได้จึงปรึกษาเจ้านาย และได้ไปแจ้งความ และตำรวจก็ไม่สนใจเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว  แต่เธอยืนยันเอาเรื่องถึงที่สุด โดยมีทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาช่วย  แต่สุดท้ายเขาก็หนีไป

 

“ทุกวันนี้ต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เดือนละสองครั้ง ในตอนแรกรู้สึกหวาดกลัวว่าเขาจะกลับมา  แต่ตอนนี้ดีขึ้นเพราะได้ย้ายที่พักใหม่แล้ว  แต่คงต้องดูแลลูกมากเป็นพิเศษเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของลูก  เราเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น  เปรียบเหมือนคนที่จะจมน้ำ  ก็ต้องช่วยตัวเองก่อนในเบื้องต้น  ตั้งหลักให้ดีแล้วจึงค่อยๆ มองหาขอนไม้หรือตัวช่วย เพื่อมายืนเคียงข้างเรา”

 

ด้านวี (นามสมมติ) ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว โดยสามีของตนเอง ซึ่งอยู่กันมาได้ระยะหนึ่งบังคับให้เธอไปขายบริการทางเพศตอนกลางคืน  โดยวิธีการปล่อยทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์หรือที่เปลี่ยวตอนกลางคืน  หรือบังคับไปโรงแรมเพื่อรับแขก  ในช่วงแรกของการแต่งงานก็ไม่พบว่าผู้ชายมีความผิดปกติอะไร  แต่เมื่อย้ายที่ทำงานมาในจังหวัดทางชายฝั่งตะวันออก พฤติกรรมสามีก็เปลี่ยนไป ดื่มเหล้า พูดจาลามก หรือบังคับให้ตนดูรูปคลิปโป๊  และบังคับให้ไปเร่ขายบริการทางเพศ โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้พบหน้าลูกอีก จนสุดท้ายตนก็ทนไม่ได้  จึงหาทางออกด้วยการหาข้อมูลในโซเชียล   จนมาพบหน่วยงานช่วยเหลือคือมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็เลยเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องของตนจนมีเจ้าหน้าที่โทรมาหา และให้ความช่วยเหลือดูแล  จนกระทั่งหลุดจากบ่วงตรงนั้นมาได้  และตอนนี้ผู้ชายก็ถูกดำเนินคดีแล้ว  อยู่ในคุกโดนโทษ 7 ปี 

 

“จึงอยากฝากไปถึงผู้ที่กำลังถูกทำร้ายทุกคนให้ตั้งสติ หนักแน่น อย่ายอมให้ถูกกระทำหรืออดทนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง หรือกลัวเสียงติฉินนินทา เพราะมันจะยิ่งเลวร้าย แน่นอนเราเจ็บ แต่เราจะไม่ยอมอีกต่อไป

 

 ได้เวลาแล้ว ที่ลูกผู้หญิงจะต้อง #เจ็บแต่ไม่ยอม พร้อมรื้อถอนวิธีคิดชายเป็นใหญ่ ขจัดรากเหง้าความรุนแรงในครอบครัว และเพศให้หมดไปเสียที           

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"