‘จอย ชวนชื่น’ลั่น ไม่เคยแย่งช่องทางทำกินใคร!


   

 

          เคยเป็นนักแสดงตลกแถวหน้าของวงการบันเทิงเลยทีเดียว แต่โลกใบนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน เมื่อวงการตลกเปลี่ยนไป ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ จอย ชวนชื่น ต้องผันตัวเองจากนักแสดงสู่แม่ค้าขายของตามตลาดนัด จนมีแม่ค้าทักว่ามาแย่งอาชีพทำกิน

 

สมัยก่อนงานเยอะมาก?

          จอย : ใช่ค่ะ สมัยก่อนงานเยอะมาก คือรับงานเยอะมากรับจนแบบงงไปหมด บางทีงาน 4-5 งานอยู่ในเวลาที่มันใกล้เคียงกัน จนไม่ไหวแล้ว ละครเกือบ 10 เรื่อง ถ่ายพร้อมกัน แต่เราต้องแบ่งเวลา คือเราไม่ใช่นางเอก เขาก็ไม่ใช้คิวเยอะ อาจจะอาทิตย์นึงใช้วันเดียว แล้วเราก็สลับสับเปลี่ยนกัน อาจจะไปตอนเช้า บ่าย หรือเย็น มืดดึกอะไรก็ว่ากันไป ตอนหลังก็ให้สามีมาช่วยจัดคิวให้แล้วก็ขับรถให้เรา แต่พอมามีลูกก็เลยต้องปล่อยทิ้งทุกอย่างให้กับลูก เพราะว่าเราจะไม่จ้างคน คือเวลาจ้างเราจะไม่รู้ว่าเขาดูแลลูกเราแบบไหน คือมันไม่สบายใจค่ะ

          เวลาจะไปทำงานก็ขับรถไปเอง เมื่อก่อนจะขับรถไม่เป็น พอมีแฟนเริ่มเข้ามาดูแล เราก็อยากจะเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอบ้าง แบบว่าให้เขามาดูแลเรา คือถ้าเราเก่งเกินไปผู้ชายมันจะไม่สนใจ เราต้องคิดแบบนี้ คือจริงๆทำเองมันก็ทำได้นะแต่เราไม่อยากทำ อยากให้เขาดูแลบ้าง

 

งานเยอะมาตลอด อยู่ดีๆงานหายไปเพราะอะไร?

          จอย : มันเป็นช่วงที่คนเราเก่าไป ใหม่มามันก็ต้องมีเป็นธรรมดา แล้วมันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งจริงๆที่มันสุดๆ คือมันไม่มีงานจริงๆ ละครไม่มี รายการซิทคอม 15 ปีที่เคยมีอยู่มันก็หายไป แล้วเราก็ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรที่จะมาเจออะไรแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีคนเดียวนะ คนอื่นก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วมันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไม่มีงานเลย คือไม่มีอะไรเลย แล้วเราจะอยู่ยังไง ถ้าเราไม่มีอะไรเลย เราจะเอาเงินเก่าที่เก็บอยู่มากินเหรอ คือกินกินไปมันก็หมดได้นะ ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆในบ้าน เราเป็นหัวหน้าครอบครัวมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาอะไรทำ

 

 

กลายเป็นแม่ค้าขายของได้ยังไง?

          จอย : คือแรกๆเกิดจากการไปช่วยเขาก่อน พอขายดีเราก็รู้สึกสนุก หลังๆเขาก็เริ่มจะให้เงินเรา แต่เราก็เกรงใจ ไม่อยากจะไปเอาเงินเขา แต่เราก็คิดว่า ถ้าเราไม่ได้เงินเราจะทำยังไงเพราะไหนจะค่าเหนื่อยค่ากิน ค่าน้ำมันที่เราต้องไป เพราะฉะนั้นเราก็คิดที่จะทำอะไรสักอย่าง ไปอยู่คู่กับพี่เขา ตอนแรกๆไม่มีอะไรเลยก็เอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาขาย อยู่ใกล้ๆกัน ขายมาขายไปวันนึงรายได้ดีมาก ประมาณ 2-3 หมื่นเลย แล้วส่วนมากเวลาว่างเรามีเยอะ แต่หลังๆเราก็เปลี่ยนมาขายขนม เพราะเสื้อผ้าขายไปเยอะๆมันจม มันก็ได้กำไรแหละแต่มันน้อย พอมันจะหมดเราก็ต้องไปหาเพิ่ม แล้วเงินมันก็ต้องหมุนอยู่อย่างนั้นเราก็ไม่ได้ใช้สักที ก็เลยคิดว่าหันมาขายขนมดีกว่า

 

มีคนที่จำได้ เข้ามาทัก อายไหม?

          จอย : ใช่ค่ะ ก็มีเหมือนกัน บางทีเขาก็พูดตายแล้วดารามาเป็นแม่ค้าแล้วแม่ค้าจะทำยังไง เราก็เลยบอกว่า คุณไม่ต้องทำอะไรค่ะ ขายไปตามปกติของคุณ เพราะว่าเราไม่ได้มาแย่งอาชีพ คือเวลาที่เราว่างเราก็อยากพบปะสังสรรค์ผู้คนบ้าง เวลาเราขายเราก็ให้เขาถ่ายรูป คนที่ชื่นชอบเรา เขาก็มาอุดหนุนเรา เขากินแล้วเขารู้สึกอร่อย เขาก็จะได้ไปบอกต่อ แต่เราก็รู้สึกว่าไม่อายหรอก ขนาด "เทพ โพธิ์งาม" ยังไม่อายแล้วฉันจะอายทำไม การทำมาค้าขาย หรือทำมาหากิน พ่อจะบอกตลอดว่า "อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา" เพราะฉะนั้นทำอะไรได้ทำ อย่าไปงอมืองอเท้า หรือคิดว่าฉันเป็นดารา ฉันจะลงไปขายอย่างนี้ไม่ได้หรอก ไม่จำเป็นเลยค่ะ

 

 

กลัวคนคิดว่าเรา "กำลังตกอับ" ไหม?

          จอย : มันก็มีนะ บางคนเขาก็มาบอกเรา ให้กำลังใจเราคิดว่าเรากำลังตกอับ แต่เราจะไม่ดราม่ากับเขา ใครจะราม่าอะไรยังไงก็แล้วแต่ ฉันสนุกกับการทำงาน เราเป็นคนชอบทำงาน คือทำอะไรก็ได้ อยู่บ้านเฉยๆ 2 วันก็ปวดหัวแล้ว จะเป็นคนแอคทีฟตลอดเวลา ต้องหาอะไรทำ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ

 

แล้วมาขายน้ำส้มเพื่อสุขภาพ ได้ยังไง?

          จอย : ขายขนมไปสักพักมันก็เบื่อ คนกินบ่อยๆมันก็เริ่มเบื่อ ก็เลยคิดหาอะไรใหม่ๆทำ ก็คิดว่าจะต้องเป็นน้ำแล้วคนกินทุกวัน เป็นเรื่องการรักสุขภาพ เพราะว่าคนสมัยนี้รักสุขภาพกันมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นน้ำส้มคั้นสด ไม่ใส่สารกันบูด อยู่ได้ 1 อาทิตย์ แต่ขนมควันโขมงก็ยังอยู่นะ ไม่ได้ไปไหนยังขายอยู่ปกติ แต่แค่เอาอันนี้มาเสริมเฉยๆ วันนึงขายได้เกือบพันขวดนะ ตอนนี้ก็คิดที่จะทำแบบขายส่งด้วย เป็นแบรนด์ของตัวเราเองเลย

          ไม่รู้เหมือนกันว่าจับทางถูกหรือเปล่า ก็ทำไปเรื่อย คือถ้าเทียบรายได้ ถ้าเป็นดาราหรือนักแสดง รายได้มันดีกว่าอยู่แล้ว มันจะไปเที่ยวแบบนั้นไม่ได้ แต่แบบนั้นมันได้ทุกวัน สามารถออกไปแล้วคว้าเงินได้เลย แค่ต้องขยันหน่อยเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นดาราเนี่ย มันต้องรอไง งานที่ได้เงินสดมันก็มี ถ้างานที่มันไม่ได้ก็ต้องรอไปอีก 3 4 เดือน กว่าจะได้กลับมาอะไรแบบนี้ มันก็ต้องมีการลงทุนไปก่อน ก็เลยเป็นว่า อะไรก็ได้ที่สามารถทำได้ทำ ถ้ามีงานรายการหรือละครก็ไปทำ ว่างจัดงานละครรายการ ก็ไปขายของ วางแพลนเอาไว้ว่าอาจจะไม่ได้ออกไปทุกวัน แต่ต่อไปอาจจะทำแบบนี้ให้เข้ามารับแล้วเราก็ส่ง หรือไปเปิดบูธเปิดอะไรให้เขาอะไรแบบนี้

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่าในส่วน "งบกองทัพเรือ"

ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?