เมื่อปริญญาไร้ความหมาย!


   

    เราพูดเรื่อง "ปฏิรูปการศึกษา" มาช้านาน แต่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังไม่กล้า "ฉีกกรอบ" เพื่อก้าวเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง วันนี้เมื่อพายุแห่งนวัตกรรมโหมกระหน่ำใส่ทุกวงการ หากการศึกษาของไทยไม่ปรับเปลี่ยนอย่างก้าวกระโดด เราอาจจะตกอยู่ในวังวนเดิมที่มีแต่จะล่มสลาย
    การเรียนมหาวิทยาลัยกำลังจะกลายเป็นเรื่องล้าหลัง และแนวทางของ "อุดมศึกษา" กำลังจะถูก  disrupt หรือถูก "ป่วน" อย่างหนักหน่วง
    วันก่อนท่านผู้อ่านท่านหนึ่งส่งบทความเรื่องนี้มาให้ เป็นเรื่องราวที่มีการกล่าวขวัญมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ผมเห็นว่ามีเนื้อหาที่สำคัญมาก ควรที่คนไทยทุกคนจะได้อ่านและสร้างความ "ตระหนักพร้อมกับความตระหนก" เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ
    แนวคิดมาจากคนชื่อ "ซัลแมน ข่าน" ครับ Salman Khan เป็นนักปฏิรูปด้านการศึกษาคนดัง เป็นผู้พัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์รุ่นแรกๆ ของโลก 
    เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Khan Academy โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แบบออนไลน์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเอกชนรายใหญ่อย่าง Microsoft และ Google ได้พยากรณ์รูปแบบการศึกษาที่จะเปลี่ยนไปในปี ค.ศ.2026 ผ่านทางเว็บไซต์ Quora ไว้อย่างน่าสนใจ 
    Salman Khan เล่ามุมมองของเขาผ่าน Quora ว่าอย่างนี้
    "…First, mastery-learning will become much more mainstream. It is an old idea that you  shouldn’t have to learn a more advanced topic until you have proficiency in a more basic one. 
As intuitive as that may seem, when mass public education was introduced about 200 years  ago, it was not practical to allow every student to progress in a personalized way. 
    Instead, students got pushed ahead even when gaps were identified in their learning.  ("Got a 'C' on that basic exponents exam, too bad. We now have to learn negative exponents.") That process caused students to accumulate gaps until it was debilitating in an  upper-level class.
    Now we have the technology to meet every student where they are and provide teachers  with real-time data so that it is practical to do mastery learning in a normal sized classroom…"
     ประเด็นที่เขานำเสนอคือ
    การศึกษาจากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย ยังคงเป็นการบังคับเรียนวิชาจำนวนมากและเกิดระบบคัดเกรดและแบ่งแยกนักศึกษา นักศึกษาที่เรียนไม่ดี (อันเกิดจากความไม่ถนัดโดยธรรมชาติของแต่ละปัจเจกบุคคล) อาจจะเสียโอกาสในการศึกษาระดับต่อไปจวบจนกระทบไปยังเส้นทางอาชีพหลังเรียนจบ 
    เขาบอกว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ และพัฒนารูปแบบการศึกษาในอนาคตให้มีความเป็นส่วนตัวหรือ Personalize มากขึ้น
    เขาพยากรณ์ 3 แนวโน้มการศึกษาว่าอย่างนี้
    1.การศึกษาในอนาคตมีแนวโน้มจะยกให้ "ผู้เรียนเป็นตัวตั้ง"
    Salman Khan บอกว่าระบบการศึกษาในระบบปัจจุบันยังยึดตามกฎเมื่อ 200 ปีก่อน คือสถาบันเป็นตัวตั้ง บังคับเรียนวิชาจำนวนมาก ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถพัฒนาความถนัดให้ถึงที่สุด เพราะต้องไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ได้ถนัดจากการบังคับเรียน แต่เพราะเทคโนโลยีก่อเกิดแพลตฟอร์มการศึกษาทางเลือกมากมาย ทำให้คนสามารถมุ่งไปเรียนสิ่งที่อยากเรียน อยากรู้ และอยากเป็นได้ทันทีแล้วเอาให้สุดในจุดที่ยืน 
    เขายกตัวอย่าง ที่กูเกิลประกาศหลักสูตร Google IT Support Professional Certificate ที่ชูจุดเด่นว่าผู้เรียนไม่ต้องมีพื้นฐานใดๆ ก็เรียนได้ ออกใบรับรอง สมัครงานได้เลย
    2.องค์กรเอกชนในภาคธุรกิจจะออกวุฒิบัตรเองได้ อาจใช้แทนใบปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม Salman Khan บอกว่ารูปแบบการศึกษาแบบดั้งเดิมเน้นปริมาณ ได้แก่เรียนเยอะๆ  เรียนหลายๆ แขนง และเน้นจำนวนชั่วโมงเรียนมากๆ 
    มาถึงวันนี้รูปแบบนี้ไม่ทันกับยุคสมัยแล้ว
    นั่นคือเหตุผลที่บริษัทเอกชนหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา (รวมถึงไทย) ต้องให้ผู้สมัครงานทำแบบทดสอบวัดผลของบริษัทอีกครั้งก่อนพิจารณาเข้าทำงาน เพราะวุฒิจากการศึกษาแบบดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์นายจ้างในทางปฏิบัติ เพราะมันเป็นเพียงเอกสารประกอบสมัครงานเท่านั้น
    เขาพยากรณ์ว่าในอีก 10 ปี บริษัทเอกชนที่ได้รับการนับถือระดับสากล (อาทิ Google, Microsoft  เป็นต้น) จะกลายเป็นสถาบันการศึกษาเสียเอง โดยออกหลักสูตรและวุฒิบัตร เป็นผู้ผลิตผู้เชี่ยวชาญป้อนบริษัทต่างๆ และไปๆ มาๆ วุฒิบัตรจากบริษัทเอกชนเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับจากเอกชนด้วยกันมากกว่าจากสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม 
    3.ในอนาคตคนจะมีอิสระในการพัฒนาความเชี่ยวชาญและพัฒนาเส้นทางอาชีพของตน
    เขาทำนายว่าผู้สำเร็จจากสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มตกงานเพิ่มขึ้นและจะเพิ่มขึ้นในในอัตราเร่ง จากนี้ไปวุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ประสบการณ์ทำงาน ประวัติผลงาน หรือ  portfolio ในการทำงานจริงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า
    ด้วยเหตุนี้รูปแบบการศึกษาในอนาคตจะมีความยืดหยุ่นสูง อาจไม่จำเป็นต้องเรียน 4 ปีรวดแล้วค่อยไปหางานทำภายหลัง แต่จะสามารถ Personalize การเรียนและการทำงานคู่กันไป อาทิ เรียนวิชาเฉพาะทางที่สนใจและถนัดผ่านหลักสูตรเข้ม 12 เดือน ได้ใบรับรองไปสมัครทำงานเก็บประสบการณ์ และทยอยเรียนวิชาในระดับต่อๆ ไป การทำเช่นนี้จะทำให้วัยวุฒิ คุณวุติ ประสบการณ์ และประวัติผลงาน หรือเรียกรวมๆ ว่า Career path ของบุคคลเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
    พรุ่งนี้จะเล่าที่มาที่ไปของคุณ Salman Khan คนนี้ที่มีส่วนสำคัญในการปฏิรูประบบการเรียนการสอนระดับโลก.


วันนี้......ศุกร์ ๒๒ มีนา.๖๒ วัน "ดิบๆ สุกๆ"ก็จะได้ "โม้เลือกตั้ง" กัน ชนิดปักทวนคาเป็นวันสุดท้ายส่วนพรุ่งนี้ เสาร์ ๒๓ มีนา. วัน "สุกดิบ"

มีอะไรซ่อนอยู่หลัง 'ธนาธร'?
กับ 'ประชาชนฐาน' ที่หายไป
ปรากฏการณ์ของ 'หม่อมเต่า'
แค่ 'ล่วงหน้า' ก็รู้ว่า 'ใครร่วง'
รางๆ รัฐบาล '๗ วันก่อนเลือก'
เมื่อ "ปชป.-พปชร." แหติดตอ