มะกันสั่งจับผู้บริหารหวาเว่ย : ตัวประกันต่อรองของ 2 ยักษ์


เพิ่มเพื่อน    

    การที่สหรัฐฯ ขอให้แคนาดาจับตัวผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Huawei หรือ "หวาเว่ย" (华为) ที่บังเอิญเป็นลูกสาวผู้ก่อตั้งด้วยนั้นเป็นข่าวใหญ่ไม่เฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอเมริกากับจีนรอบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
    เพราะเธอคือ "เมิ่งหว่านโจว" (孟晚舟) ที่มีตำแหน่งเป็น CFO หรือผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินของหวาเว่ย และคุณพ่อกำลังวางตัวเป็นทายาทที่จะขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ของจีนแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้
    เธอจึงไม่ใช่ผู้บริหารธรรมดา หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ที่สหรัฐฯ จ้องมองมาระยะหนึ่งแล้วว่าเป็นแขนขาสำคัญของรัฐบาลจีน
    เรื่องนี้เกิดขึ้นวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับสีจิ้นผิงเจอกันที่การประชุมสุดยอด G-20 ที่อาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เป็นการพบปะที่พยายามออกข่าวทางบวกว่าจะ "หยุดยิง" หรือ "สงบศึก" สงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ 90 วันเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปปรับท่าทีของตน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกันและกันหนักหน่วงไปกว่านี้
    การที่สหรัฐฯ ขอให้แคนาดาจับตัวนางเมิ่งหว่านโจวที่แวนคูเวอร์ขณะเปลี่ยนเที่ยวบินอย่างโฉ่งฉ่างเช่นนี้ ผมตีความได้ทางเดียวว่า
    วอชิงตันต้องการจะจับเธอเป็น "ตัวประกัน" ในการเจรจากับปักกิ่ง
    แม้ว่าเหตุผลทางการของอเมริกาคือ การที่เธอมีพฤติกรรมจงใจละเมิดมาตรการลงโทษหรือแซงก์ชันอิหร่าน แต่เอาเข้าจริงๆ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะทำให้ทางการจีนได้รู้ว่าสหรัฐฯ มีลู่ทางจะกดดันจีนในรูปแบบต่างๆ และปักกิ่งควรจะสำเหนียกเอาไว้ด้วย
    ไม่มีใครบอกได้ว่าทรัมป์เป็นคนสั่งเอง หรือได้รับรู้ว่าใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ 
    นายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด ประกาศว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน และไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการ "ขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน" (extradition) จากอเมริกาครั้งนี้
    เพราะแคนาดากลัวว่าจะถูกลากเข้าไปในสงครามการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รอบใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ จังหวะของการออกข่าวเรื่องนี้ก็มีประเด็นที่น่าเคลือบแคลงพอสมควร เพราะเธอถูกเจ้าหน้าที่แคนาดาจับเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม แต่ข่าวออกมาเมื่อวันพุธที่ 5 ธันวาคม อันเป็นวันที่เธอไปปรากฏตัวที่ศาลแคนาดาวันแรก
    รัฐบาลจีนออกมาประท้วงการจับตัวผู้บริหารหวาเว่ยครั้งนี้อย่างหนักหน่วงรุนแรง ขอให้ปล่อยตัวเธอทันทีเพราะการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองจีน
    บริษัทหวาเว่ยเองก็ออกแถลงการณ์ชัดถ้อยชัดคำ บอกว่ายังไม่รู้รายละเอียดของข้อหา แต่ยืนยันว่าบริษัทได้กระทำการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของสหรัฐฯ หรือของจีน และไม่มีการกระทำใดๆ ที่ละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการแซงก์ชันอิหร่านแต่ประการใด
    ขณะที่เขียนอยู่นี้ยังไม่ชัดเจนว่าเมิ่งหว่านโจว (มีชื่อฝรั่งว่า Sabrina) จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวโดยศาลแคนาดาหรือไม่ และจะมีการส่งตัวเธอไปให้ทางการสหรัฐฯ เมื่อไหร่
    ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้จะกลายเป็นประเด็นแห่งความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่มีผลกว้างไกล ที่คาดกันว่าเมื่อทรัมป์กับสีจับมือกันประกาศ "หยุดยิง" กรณีสงครามการค้าแล้วจะนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียดของความสัมพันธ์ ก็กลายเป็นหมันไปโดยพลัน
    เพราะจีนถือว่าเรื่องนี้เป็นการตบหน้ากันชัดๆ 
    อีกทั้งตอกย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่มีความจริงใจในการหาทางออกจากการเผชิญหน้าระหว่างสองชาติ
    นายกฯ แคนาดาบอกว่ารัฐบาลของเขาได้รับการบอกเล่าถึงคำขอจากอเมริกาให้จับเมิ่งหว่านโจวไม่กี่วันก่อนหน้านั้น แต่ยืนกรานว่ารัฐบาลแคนาดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด
    อีกทั้งยังยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของแคนาดามีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่โดยการเมืองไม่อาจจะก้าวก่ายได้
    สหรัฐฯ กับบริษัทหวาเว่ยมีเรื่องกันมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะรัฐบาลตะวันตกหลายชาติมีความกังวลว่ารัฐบาลจีนใช้ให้บริษัทโทรคมนาคมของตนเป็นเครื่องมือในการเจาะล้วงและสืบหาข่าวทางลับโดยผ่านเทคโนโลยี G-5 หวาเว่ยยืนยันมาตลอดเช่นกันว่าตนดำเนินธุรกิจในฐานะเอกชน ไม่มีคำสั่งใดๆ จากรัฐบาลจีนให้กระทำการดังที่ถูกกล่าวหา
    ไม่ต้องแปลกใจหากนักการเมืองมะกันบางคนจะตั้งข้อหาว่าบริษัทจีนแห่งนี้เป็น "ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ"
    อนาคตของหวาเว่ยและความสัมพันธ์ของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ของจีนกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
    พรุ่งนี้ว่าต่อครับ.


"การบินไทย".....ยื่นคำร้องขอทำ "แผนฟื้นฟูกิจการ" ต่อศาลล้มละลายกลางเรียบร้อยแล้ว เมื่อวาน (๒๖ พ.ค.๖๓)วันนี้ ๒๗ พ.ค.ศาลฯ นัดฟังคำสั่ง!

อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"
"การบินถึงการพรรคพปชร."
การบินไทย"ตายแล้วฟื้น"