จีนใช้นวัตกรรมแก้ปัญหา ความยากจนซ้ำซาก


   

     เมื่อวานผมเขียนถึงคำประกาศล่าสุดของจีนว่าจะลดจำนวนคนยากจนลงอีก 10 ล้านคนในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วยการ "สอนให้จับปลา ไม่แจกปลาเฉยๆ" 

    เป็นข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับคนไทยที่ได้ยินได้ฟังคำสัญญาของนักการเมืองที่กำลังหาเสียงขณะนี้ ว่าจะแก้ปัญหาความยากไร้ของคนไทยอย่างไร
    ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศเอาไว้ว่า อีก 2 ปีข้างหน้าจะยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชนบทให้พ้นจากขีดความยากจน 10 ล้านคน
    เขาทำอย่างไร? นอกจากจะสร้างบ้านใหม่ให้อยู่แล้ว รัฐบาลปักกิ่งจะใช้เทคโนโลยีของบริษัทไอทียักษ์ของจีน เช่น Alibaba, Tencent, JD.com และอื่นๆ เข้าไปช่วยคนชนบทให้สามารถขายสินค้าการเกษตรและอื่นๆ ผ่านระบบออนไลน์
    สีจิ้นผิงกำกับให้เศรษฐีจีนลงมาช่วยคนจนอย่างเป็นรูปธรรม
    บริษัทยักษ์เหล่านี้เมื่อขายของผ่านออนไลน์ได้มหาศาล ก็ต้องมีระบบ logistics อันหมายถึงการส่งของตามคำสั่งไปถึงบ้าน
    ด้วยระบบการส่งของทั่วประเทศนี่แหละที่ทำให้มีการสร้างงานระดับท้องถิ่นอย่างมโหฬาร 
    ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยให้ชาวไร่ชาวนาในถิ่นกันดารเข้าถึงตลาดข้างนอกได้ผ่าน platforms  ของเหล่าบรรดาบริษัทยักษ์เหล่านี้อย่างกว้างขวางได้เช่นกัน
    เหมือนที่เมืองไทยเราเคยพูดถึงการใช้เว็บไซต์ช่วยคนต่างจังหวัดขายสินค้า OTOP เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้คนชนบท 
    แต่ในภาคปฏิบัติของประเทศไทยยังไม่อาจจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เพราะขาดการประสานงาน ขาดความต่อเนื่อง และไร้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคอย่างจริงจัง
    ผลงานการแก้ปัญหาความยากจนของจีนมีสถิติที่น่าประทับใจ ธนาคารโลกยังยอมรับว่าตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงประกาศนโยบายเปิดประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน จีนสามารถแก้ปัญหาความยากจนในชนบทได้อย่างมีนัยสำคัญ
    ตัวเลขทางการบอกว่าระหว่างปี 1981 ถึง 2008 จำนวนสัดส่วนประชากรจีนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ  1.25 เหรียญสหรัฐฯ (หรือ 40 บาทต่อวัน) ได้ร่วงลงจาก 85% มาอยู่ที่ 13.1%
    หากคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ประเมินกันว่าคนจีนประมาณ 600 ล้านคนได้ขยับตัวเองจากคนที่มีรายได้ย่ำแย่ดีขึ้นตามลำดับ
    ไม่ได้แปลว่า "รวย" ขึ้น เพียงแค่ว่า "หายจนดักดาน" มากกว่า
    แต่ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ห่างขึ้นเช่นกัน เพราะอัตราเติบโตเศรษฐกิจหรือ GDP ของจีนที่วิ่งขึ้นไปปีละ 9-10% นั้นไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์เท่ากันระหว่างคนที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท
    ขณะเดียวกันพอเศรษฐกิจพองโตก็ตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จนกลายเป็นมะเร็งร้ายแห่งมลพิษที่ทำลายคุณภาพชีวิตของคนจีนไม่น้อยเช่นกัน
    ความไม่เท่าเทียมทางด้านเศรษฐกิจก็นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาสที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนจีนในเมืองและต่างจังหวัดว่าด้วยบริการการศึกษาและสาธารณสุข
    นำไปสู่ความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างทางสถานภาพและโอกาสของคนจีน
    นั่นเป็นที่มาของแนวทางของสีจิ้นผิง ที่ต้องการตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่เขาจะต้องยอมให้อัตราเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในภาพใหญ่ลดตัวลงบ้าง เพื่อเน้นคุณภาพและความเท่าเทียมในสังคม
    งบประมาณที่เคยเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเมืองไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ทางรถไฟ หรือสนามบิน ก็เริ่มหันมาทุ่มเรื่องการเปิดโอกาสให้คนยากไร้ในชนบท
    อย่าได้แปลกใจถ้าหากจีสิ้นผิงและผู้นำจีนคนอื่นๆ เห็นภาพของการประท้วงอย่างรุนแรงของชนชั้นกลางและล่างในฝรั่งเศส ที่มีภาพการเผาบ้านเผาเมืองอย่างรุนแรงแล้ว จะไม่คิดหาทางป้องกันเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในจีน
    วิเคราะห์ได้ไม่ยากว่าคนจีนที่มีความรู้สึกไม่พอใจกับความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนย่อมจะต้องมีไม่น้อย ยิ่งการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมมากขึ้น
    จีนเขาแก้ปัญหาความยากจนอย่างไรจึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยเราในหลายๆ มิติ
    หลายคนอาจอ้างว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ผู้นำเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จจึงสั่งการต่างๆ ได้เด็ดขาด แต่นักการเมืองที่ได้ฉันทานุมัติจากประชาชนในระบอบเลือกตั้งอย่างของไทยก็ย่อมไม่มีข้ออ้างว่าคิดไม่เป็นทำไม่ได้เพราะ "ไม่มีอำนาจเด็ดขาด" 
    เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้นำทุกระบบจะต้องแก้ปัญหาความยากจน หาไม่แล้วก็อยู่ในอำนาจไม่ได้เช่นกัน
    ประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วว่า อำนาจเด็ดขาดอย่างเดียวไม่ได้รับรองเสถียรภาพแห่งอำนาจแต่อย่างใด.
 


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต