อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง'ปชต.ใหม่'เรียก 16 ล้านตำรวจละเมิดเมื่อปี 58


เพิ่มเพื่อน    

24 ม.ค.62 - ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่กลุ่มนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) และนักศึกษา รวม 13 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการกองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนจำนวน 16,468,583 บาท จากกรณีได้รับความเสียหายขณะถูกควบคุมตัวบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในการทำกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 22-23 พ.ค. 2558 ต่อเนื่องกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบ ซึ่งสังกัดอยู่ในหน่วยงานของจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1-13 โดยเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. ขณะโจทก์กำลังทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ศุกร์ 22 เรามาฉลองกันมะ?” ที่บริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้ร่วมกันสั่งการและควบคุมกำลังเข้ามาห้ามไม่ให้โจทก์ใช้เสรีภาพในการชุมนุมจัดกิจกรรม เอารั้วเหล็กสีเหลืองมาปิดกั้นบริเวณลานหน้าหอศิลป์ฯ ไว้โดยรอบ ทำให้โจทก์ไม่สามารถจัดกิจกรรมในบริเวณดังกล่าวได้ จึงต้องทำกิจกรรมบริเวณด้านนอกรั้วที่ถูกกั้นไว้ 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ใช้กำลังประทุษร้ายต่อร่างกายและจิตใจ และควบคุมตัวโจทก์ อันถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จากนั้นควบคุมตัวโจทก์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน  โดยไม่มีอำนาจที่จะควบคุมตัวไว้ตามกฎหมาย  และไม่ใช่การควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือสอบสวนโจทก์แต่อย่างใด ควบคุมตัว กักขัง หน่วงเหนี่ยวโจทก์เป็นเวลาต่อเนื่องกันนานถึง 10 ชั่วโมง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เสรีภาพในการเดินทาง ไม่สามารถเดินทางไปไหนตามที่ใจปรารถนาได้  อีกทั้งยังทำให้ได้รับผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง และทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 13 เสียหาย ถือเป็นการร่วมกันกระทำโดยจงใจ กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1-13 ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทำให้โจทก์ที่ 1-13 ได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย จิตใจ เสรีภาพ และทรัพย์สิน

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง 13 คน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2560 โดยเห็นว่ากิจกรรมที่กลุ่มโจทก์จัดขึ้นถือเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 และพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่รัฐธรรมนูญมีมาตรา 44 ซึ่งหัวหน้า คสช. ได้ออกคำสั่งที่ 3/2558 จำกัดเสรีภาพการชุมนุมไว้ จึงไม่สามารถใช้เสรีภาพการชุมนุมได้ การที่โจทก์ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองนั้น เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าควบคุมจึงชอบด้วยตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ส่วนการควบคุมตัวโจทก์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันนั้น ไม่ได้มีการยึดอุปกรณ์สื่อสาร อาจารย์ของกลุ่มโจทก์สามารถเข้าพบได้ ดังนั้นการควบคุมตัวจึงชอบแล้ว สำหรับความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดขึ้นจากการขัดขืนของโจทก์เอง

โดยในวันนี้ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ซึ่ง น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความโจทก์ เปิดเผยถึงการสู้คดีชั้นอุทธรณ์ ได้ยืนยันตามที่สู้ในศาลชั้นต้นว่าคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาทำโดยสงบ แม้จะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็กำหนดแนวปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2540, 2550 ที่นักศึกษาสามารถทำได้ และประเด็นกิจกรรมชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการยืนดูนาฬิกากับการเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนที่ถูกจับกุมเป็นกิจกรรมแยกจากกัน อีกทั้งโจทก์บางส่วนไม่ได้ร่วมชุมนุม แต่ศาลเห็นว่ากิจกรรมทั้งสองเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน การชุมนุมขัดคำสั่ง คสช. เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำตามกฎหมายจึงไม่ถือว่าละเมิด ส่วนโจทก์จะยื่นฎีกาต่อหรือไม่นั้น วันนี้โจทก์ที่มาศาลมีนายรังสิมันต์ โรม, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว และนายกรกช แสงเย็นพันธุ์ ก็ประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"