ทรัมป์จะเจอคิมรอบ 2? อยู่ที่วิกฤติในบ้านจะระเบิดก่อนหรือไม่


เพิ่มเพื่อน    

    โดนัลด์ ทรัมป์ จะเจอคิม จองอึน ที่เวียดนามปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้หรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ต้องเกาะติด เพราะทรัมป์ยังเผชิญกับวิกฤติหลายประการในประเทศ
    อีกทั้งข้อตกลงระหว่างจีนกับอเมริกาเรื่องระงับสงครามการค้าจะบรรลุข้อตกลงกันได้มากน้อยเพียงใด
    อีกประเด็นหนึ่งคือ แคนาดาจะส่งตัว “เมิ่ง หวั่นโจว” ของหัวเว่ยไปให้อเมริกาในช่วงนี้หรือไม่
    ทำไมผมจึงคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้มีผลต่อการจะพบหรือไม่พบระหว่างทรัมป์กับคิมรอบ 2? เพราะผมเชื่อว่าทรัมป์, คิม, และสี จิ้นผิง มีเรื่องโยงใยกันเกือบทุกด้าน
    คิมเพิ่งไปเจอกับสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ใน 1 ปี แสดงว่ากระบวนการปรึกษาหารือระหว่างผู้นำ 2 ประเทศนี้มีความลึกซึ้งและต่อเนื่องกันมาก
    หากสี จิ้นผิง ต้องการจะ “สั่งสอน” ทรัมป์, ก็มีหลายวิธี รวมถึงการที่จะกระซิบบอกผู้นำเกาหลีเหนือว่าไม่ต้องรีบร้อนที่จะพบกับทรัมป์ครั้งที่ 2
    แต่ปัจจัยใหญ่กว่านั้นก็คือ คิมกับทรัมป์จะสามารถตกลงกันก่อนพบกันรอบใหม่เรื่องยื่นหมูยื่นแมวกันได้แค่ไหน
    นั่นหมายถึงคิมจะยอมรับปากยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ก็ต่อเมื่อทรัมป์พร้อมจะประกาศผ่อนปรนการคว่ำบาตรเศรษฐกิจเกาหลีเหนือ
    การพบกันครั้งแรกระหว่างทรัมป์กับคิมที่สิงคโปร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไม่มีรายละเอียดข้อตกลงอะไรเลย 
    เป็นความต้องการของทั้ง 2 ที่จะสร้างข่าวพาดหัวระดับโลกเท่านั้น
    โดยที่ต่างคนต่างก็ตีความคำว่า denuclearization ในลักษณะเข้าข้างตนเอง
    สหรัฐตีความว่าเกาหลีเหนือต้องเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด...complete, verifiable and irreversible แปลว่า ต้องสมบูรณ์, ตรวจสอบได้และย้อนกลับไปทำอีกไม่ได้
    ถึงขั้นมีการพูดกันว่าจะให้บุคลากรด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออพยพไปอยู่ประเทศอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้แอบกลับไปพัฒนาอาวุธร้ายแรงนี้อีก
    แต่คิมตีความคำนี้ว่าเป็นการทำให้ “คาบสมุทรเกาหลี” ปลอดนิวเคลียร์อันหมายรวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกาที่มาติดตั้งในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย
    อีกทั้งคิมยังยืนยันความเชื่อว่า การลงนามคำประกาศร่วมกับทรัมป์วันนั้นคือคำมั่นสัญญาจากผู้นำสหรัฐ ว่าจะลดการกดดันและลงโทษเกาหลีเหนือเพื่อแสดงความจริงใจในการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรแห่งนี้
    แต่อเมริกาไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ตอนแรกเกาหลีเหนือก็ทำท่าจะเริ่มทำลายสถานีทดลองนิวเคลียร์ของตน ถึงขั้นเชิญนักข่าวต่างชาติมาเป็นสักขีพยานในการระเบิดสถานีแห่งหนึ่ง แต่ผ่านไประยะหนึ่ง เปียงยางก็เริ่มจะทบทวนจุดยืนใหม่ เพราะไม่เห็นวอชิงตันทำอะไรที่เป็นการตอบสนองก้าวแรกของเกาหลีเหนือ
    แต่จะบอกว่าทั้ง 2 คนไม่ได้อะไรเลยจากสิงคโปร์ก็คงไม่ใช่
    อย่างน้อยทรัมป์ก็ทำให้คิมหยุดการทดลองขีปนาวุธตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้
    และคิมก็ทำให้ทรัมป์หยุดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ไปได้เหมือนกัน
    แต่ปัญหาใหญ่คือ หากจะเจอกันรอบ 2 การเจรจาระดับปฏิบัติของทั้งฝ่ายที่ผมเชื่อว่ากำลังดำเนินอยู่ขณะนี้จะได้ข้อสรุปอะไรชัดเจนหรือไม่
    และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทรัมป์จะเจอระเบิดการเมืองอะไรจากนี้ถึงเดือนหน้าหรือไม่ เช่น กรณี shutdown ของการทำงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ทรัมป์ยอมถอย แต่ก็ขู่ว่าอีก 21 วันจากนี้ไปจะต้องได้งบประมาณมาสร้างกำแพง
    อีกทั้งกรณีการสอบสวนโดยอัยการอิสระ Rober Mueller ที่สั่งฟ้องคนใกล้ชิดทรัมป์ไป 6 คนแล้ว ในข้อหาให้การเท็จต่อสภา, ข่มขู่พยาน และที่รุนแรงที่สุดคือ “ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งหากโยงไปถึงทรัมป์ก็จะกลายเป็นวิกฤติในบ้านที่สามารถเปลี่ยนทิศทางการเมืองระหว่างประเทศของทรัมป์เช่นกัน
    เวียดนามกำลังเตรียมการต้อนรับทรัมป์กับคิมช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็คงจะตระหนักว่าอะไรๆ ก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้
    เพราะทรัมป์เคยประกาศอย่างภาคภูมิว่า “จุดแข็ง” ของเขาคือการที่ไม่มีใครทำนายทายทักได้ว่าก้าวต่อไปของเขาคืออะไร!. 


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'