คำต่อคำ 'บิ๊กตู่' ในรายการ 'ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน'


เพิ่มเพื่อน    

        พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์

      สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน ผมขอเชิญชวนพี่น้องประประชาชนในกรุงเทพมหานคร จังหวัดใกล้เคียง และคนไทยทุกคน มาร่วมชมงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” ณ พระลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า ระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2561 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์จัดงานนี้ขึ้น

      เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้มีความสุข เป็นการสืบสานวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ  รวมทั้งได้ชมการจัดสวนดอกไม้และงานศิลปะอันงดงามของไทย โดยพร้อมใจกันแต่งกายให้เข้าบรรยากาศย้อนยุคของไทยหรือชุดสุภาพตามความสมัครใจนะครับ

      ผมอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชน พาลูกหลาน ชวนเพื่อนชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว มาร่วมงานกันเยอะๆ นะครับ เราจะได้ร่วมกันภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มายาวนานนะครับ

      พี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปประชุม ครม.นอกสถานที่ และได้มีโอกาสพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ข้าราชการ และทุกภาคส่วน ในทั้ง 2 จังหวัดที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ให้ความเป็นกันเอง

      และร่วมมือในการเสนอข้อคิดเห็นที่สะท้อนถึงความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ในการที่จะช่วยให้การกำหนดนโยบายของภาครัฐสามารถทำได้อย่างตรงจุด ตรงความต้องการ

      ภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตอยู่ในระดับสูง มีศักยภาพในหลายๆ ด้าน ทั้งการเป็นพื้นที่ศูนย์รวมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ รวมถึงเป็นที่ตั้งของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

      อีกทั้งยังเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้และมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เช่น พัทยา บางแสน เกาะเสม็ด เกาะช้าง อีกทั้งเป็นศูนย์การค้าชายแดน และมีโครงสร้างการคมนาคมที่เป็นประตูเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้สะดวกนะครับ แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของพื้นที่ในภาคตะวันออกนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาและความท้าทายต่างๆ ตามมาด้วย ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ การขาดแคลนแรงงาน ไปจนถึงปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัวไม่ทัน

      ซึ่งผมและตัวแทนคณะรัฐมนตรีได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้แทนเกษตรกรในภาคตะวันออกรวมทั้งสิ้น 8 จังหวัดนะครับ โดยได้รับทราบปัญหาและความต้องการของพื้นที่หลักๆ ก็มี 6 ด้านด้วยกัน ดังนี้

      1.ด้านโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของถนน ก็ได้มีการรับไปศึกษาออกแบบก่อสร้างเส้นทางที่จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น เส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิศ อู่ตะเภา-ชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี เส้นทางเลียบชายทะเลจังหวัดชลบุรี รวมถึงเส้นทางในจังหวัดชลบุรีเพื่อจะบรรเทาปัญหาการจราจร และเส้นทางตัดใหม่ในจังหวัดสระแก้ว เพื่อสนับสนุนการค้าชายแดน

      นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโครงข่ายถนน โดยการเพิ่มช่องทางจราจรเพื่อจะสนับสนุนการขนส่งที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ EEC พื้นที่ท่องเที่ยวและชายแดนให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งคงจะต้องพิจารณาในรายละเอียดและจัดลำดับความสำคัญ โดยคำนึงถึงการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ EEC และพื้นที่ระหว่างจังหวัดในภาคและระหว่างภาคด้วยนะครับ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เราต้องให้ความสำคัญ และประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับต่อไป ทั้งปัจจุบันและอนาคตด้วยนะครับ

      สำหรับในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะ ต้องมีการศึกษาออกแบบรถไฟทางคู่สายระยอง–จันทบุรี-ตราด เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยองนะครับ  การเปิดเดินรถไฟโดยสารด่วนพิเศษ Sprinter  สายกรุงเทพฯ–อรัญประเทศนะครับ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน ขณะที่ในเรื่องของระบบไฟฟ้าก็จะพิจารณาแผนปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงที่มั่นคง มีเสถียรภาพ ในพื้นที่จังหวัดนครนายกต่อไป

      2.ด้านอุตสาหกรรม การลงทุน การค้าและการค้าชายแดน ก็ได้มีการหารือการยกระดับด่านชายแดนให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร ซึ่งรัฐบาลจะนำไปพิจารณาเพิ่มเติมและเร่งรัดเตรียมการเพื่อเจรจากับต่างประเทศด้วยนะครับ เพื่อนบ้าน โดยจะต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องการพัฒนา ความมั่นคง และผลต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีความคุ้มค่ากับการลงทุนในอนาคตด้วยนะครับ

      นอกจากนี้ก็จะมีการให้สนับสนุนจังหวัดจันทบุรีให้เป็น “นครอัญมณี” ให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก ทั้งต้นทางในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพอัญมณี กลางทางก็คือ การพัฒนานักออกแบบ ช่างเจียระไน และช่างผู้ผลิตให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานนะครับ และปลายทางก็คือ การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะรับไปพิจารณาและนำมารายงานความคืบหน้านะครับให้ทราบต่อไป

      3.ด้านการเกษตร ก็ได้มีการหารือในเรื่องการสนับสนุนภาคตะวันออกให้เป็น “มหานครผลไม้โลก” ที่มีคุณภาพปลอดภัยอย่างครบวงจร ในเรื่องนี้ ครม.ได้มีมติอนุมัติในหลักการ โครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะตะวันออกนี่นะครับ จะต้องเชื่อมโยงไปพื้นที่อื่นๆ มาที่ตะวันออกนี้ด้วย เพราะเหมือนกับประตูส่งออกผลไม้ของเรานะครับ ทั้งนี้ ก็เพื่อจะให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและตลาดจำหน่ายผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลนะครับ

      นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจะผลักดันประเทศไทยให้เป็น “มหานครผลไม้ของโลก” โดยจะร่วมกันกำหนดมาตรฐานผลไม้ไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และได้มีการอนุมัติแผนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร เพื่อจะสนับสนุนความร่วมมือดังกล่าวนะครับ

      4.ด้านการท่องเที่ยว ก็ได้มีการหารือเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ทั้งในด้านเชิงสุขภาพ ผ่านการใช้แบรนด์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อจัดสร้างศูนย์บริการสปาในจังหวัดภาคตะวันออก และศึกษา ออกแบบ ปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางจักรยานในพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี

      โดยคำนึงถึงรูปแบบการบริหารจัดการให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนนะครับ นอกจากนั้น มีการเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่อจะรองรับการท่องเที่ยวและโรงแรมภาคตะวันออก เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานนะครับ

      เรื่องที่ 5.ด้านคุณภาพชีวิต ก็ได้มีการหารือกันในการสนับสนุนด้านสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อจะรองรับความต้องการบริการสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร ทั้งในเรื่องการยกระดับโรงพยาบาลให้รองรับคนไข้ได้เพียงพอ การจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์

      รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านอุบัติเหตุฉุกเฉินและศูนย์การแพทย์ครบวงจร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจัดลำดับความสำคัญและดำเนินการในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไปนะครับ

      เรื่องที่ 6.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้มีการตั้งประเด็นหารือในเรื่องระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในจังหวัดระยอง การศึกษาการขุดลอกแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจะแก้ไขปัญหาแม่น้ำตื้นเขิน และศักยภาพการขนส่งพืชผลทางการเกษตรทางน้ำนะครับ การป้องกันและแก้ไขปัญหาช้างป่า นอกพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ของป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การระบายน้ำ ระบบรวบรวม และบำบัดน้ำเสียในเมืองพัทยาอย่างครบวงจร

      ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นข้อเสนอจากส่วนราชการและเอกชนในพื้นที่ ประชาชนด้วยนะครับ ที่รัฐบาลจะขอนำไปพิจารณาจัดลำดับความสำคัญเพื่อจะดำเนินการต่อไปนะครับ เพราะว่าต้องใช้งบประมาณสูง บางอย่างนะครับสูงมาก เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องทยอยดำเนินการไปนะครับ จัดความเร่งด่วนให้ดี ใช้งบประมาณให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ

      บางประเด็นนั้นก็ได้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือต่อเนื่องในการประชุม ครม. เช่น เรื่องการสนับสนุนเรื่องผลไม้นะครับ เพื่อจะให้ไทยเป็นประเทศมหานครผลไม้ครบวงจร

      นอกจากประเด็นที่ผมกล่าวถึงข้างต้นแล้วนั้น ครม.ก็ได้มีการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่สำคัญ เช่น ร่างทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออกในภาพรวม ที่คำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจและประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญด้วยนะครับ

      สำหรับในเรื่องของพื้นที่ EEC เอง ก็มีความคืบหน้าที่น่าพอใจนะครับ ในปี 2560 เราได้เห็นแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราวางไว้ในหลายๆ โครงการนะครับ ซึ่งก็มีแผนงานชัดเจน เช่น ด้านการซ่อมอากาศยาน การเป็นเมืองการบิน โครงการรถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาท่าเรือในพื้นที่เพิ่มเติม

      นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำที่จะทำให้มีการหาแหล่งน้ำใหม่ เพื่อจะเพิ่มความจุแหล่งน้ำเดิม และระบบเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ เพื่อจะรองรับกิจกรรมใน EEC ได้อย่างเพียงพอกับความต้องการในระยะยาวด้วยครับ 10-20 ปีด้วยนะครับ

        พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากผมและคณะจะได้เข้าไปทำความเข้าใจกับปัญหาและความต้องการของพื้นที่เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนแล้ว ผมยังได้มีโอกาสพบกับผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชนแบบกลุ่มย่อย

        ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้เปิดรับฟังมุมมองต่างๆ อย่างใกล้ชิด ได้พูดจาทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ และก็ชี้แจงในเรื่องของการปฏิบัติด้วยนะครับ บางอย่างได้กำหนดนโยบายไปแล้ว มันก็ต้องมีวิธีการขับเคลื่อนนะครับ ทั้งในระดับรัฐบาล ระดับพื้นที่ จะต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันนะครับ

        ผมถือว่าเป็นการดำเนินการด้านปรองดองที่สำคัญ ผมก็ได้เน้นย้ำในเรื่องของการต้องช่วยกันเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่หวาดระแวงกัน ผู้นำท้องถิ่น และนักการเมือง จะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน

        ต้องช่วยกันทำงาน อยากให้มองว่าประเทศเป็นของพวกเราทุกคน เรามีหลายจังหวัดด้วยกัน ทุกจังหวัดเราต้องพัฒนานำไปสู่วิสัยทัศน์ของเรา ให้ทั่วถึงต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำในหน้าที่ อย่ามัวแต่ขัดแย้งกันนะครับ ก็ขอให้ทุกคนได้ร่วมมือกับเราเพื่อจะเดินหน้าประเทศต่อไปแล้วกันนะครับ มองไปข้างหน้า

        พ่อแม่พี่น้องประชาชนครับ เราทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับปัญหาของผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงการอำนวยความยุติธรรมได้ด้วยตนเอง เพราะอาจจะไม่มีความรู้เพียงพอ อยู่ห่างไกล ไม่รู้สิทธิ์ ไม่รู้กระบวนการ โดยเฉพาะเรื่องการไม่มีค่าใช้จ่ายในการขึ้นโรงขึ้นศาลการต่อสู้คดี

        บางรายต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ไม่ว่าจะในระบบ หรือนอกระบบ หลายครอบครัวต้องล้มละลาย เพียงแค่ต้องการความเป็นธรรม จากข้อมูลทางสถิติ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังถูกควบคุมตัว ระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดีมากกว่า 6 หมื่นคน

        ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายถือว่า “ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา” ทั้งนี้ แม้ผู้ต้องหาทุกคนจะมีสิทธิ์ได้รับการประกันตัวดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เพื่อออกมารวบรวมพยานหลักฐานและพบทนายความ แต่เมื่อไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ได้ใช้โอกาสนั้น

        ซึ่งเป็นโจทย์ของ “กองทุนยุติธรรม” ไม่อาจหยิบยื่นความยุติธรรมให้ถึงมือ “ผู้ต้องคดีที่ยากจน” นี่เป็นที่มาของนโยบายของรัฐบาลนี้ ที่เห็นความสำคัญของการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำโดยการตรากฎหมายจัดตั้ง “กองทุนยุติธรรมให้เป็นนิติบุคคล”

        สำหรับช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับโอกาส สามารถเข้าถึงความเป็นธรรมได้ ตลอดกระบวนการ ในรูปแบบการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ค่าใช้จ่ายในการปล่อยตัวชั่วคราว ค่าจ้างทนายความ ค่าพาหนะ ค่าที่พักค่าฤชาธรรมเนียมในทุกประเภทคดี และค่าใช่จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง “โดยไม่จำกัดวงเงิน”

        ยิ่งกว่านั้น สามารถจะอนุมัติคำร้องนั้นๆ ได้ในจังหวัดของตนเอง โดยการรับคำร้องผ่าน “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ซึ่งตั้ง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ จังหวัด และยุติธรรมจังหวัด หรือที่สำนักงานกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม

        พูดโดยรวมว่าเป็น “เครือข่ายยุติธรรมชุมชน” ด้วยการยกระดับกลไกในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของกองทุนยุติธรรมดังกล่าวของรัฐบาลนี้ นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ เมื่อเดือนเมษายน 2559 สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้พี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว เพื่อออกไปปกป้องความบริสุทธิ์ของตนตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องนอนคุก เหมือนที่ใครๆ มักกล่าวว่า “คนจนนอนคุก คนรวยนอนบ้าน”

        ในระยะเวลา 1 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา กองทุนยุติธรรมได้ใช้เงินราว 271 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการช่วยให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว คิดเป็นร้อยละ 90 เทียบกับก่อนที่จะมีกฎหมายนี้ 12 ปีที่ผ่านมารวมกัน ใช้จ่ายเงินทำได้เพียง 742 ล้านบาท ยังไม่ทั่วถึง

        นอกจากนี้ ในอนาคตประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะต้องสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมได้ง่าย และสะดวกขึ้น ณ ที่บ้านของตนเองผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพราะ ผมไม่อยากเห็น “คนจนร้องไห้ในคุก” ถ้าเขาไม่ได้ทำความผิด ถ้าผิดก็อีกเรื่องหนึ่ง

        หลายคนก็อาจจะพูดว่า เอ๊ะ คนจนก็ยังไม่ได้อยู่เหมือนเดิม ผมว่าต้องไปดูที่กระบวนการในการที่จะเข้าถึง ในการที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องที่ยากจนจริงนะครับ ไม่ใช่ให้แต่เฉพาะพรรคพวก เพื่อนฝูง ที่กล่าวอ้างกันในเวลานี้ ก็ทำให้มันชัดเจน โปร่งใส ทั่วถึง และเป็นธรรมแล้วกันนะครับ ทุกคนทราบดี

        สุดท้ายนี้ผมมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ายินดีสำหรับพี่น้องประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ปากท้อง” การทำมาหากิน การเข้าถึงแหล่งเงิน และโอกาสการประกอบอาชีพของทุกคน โดยเฉพาะระดับฐานรากของเศรษฐกิจนะครับ

        ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ สถาบันการเงินประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศที่สำคัญ ที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถจัดตั้งสถาบันการเงินเล็กๆ ในชุมชนของตนเองได้ในทุกๆ ตำบลทั่วประเทศ

        โดยกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลดีกับพี่น้องประชาชนมากกว่า 20-30 ล้านคน ทั้งในชนบทและในเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไม่ถึงธนาคารพาณิชย์ อาจจะเพราะว่าไม่มีสาขาแบงก์อยู่ใกล้บ้าน หรืออยู่ในชุมชนจะฝาก จะถอนเงิน แต่ละครั้ง ต้องเดินทาง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมาก และเสียเวลาไปครึ่งค่อนวัน หรือ อาจเป็นเพราะไม่มีเอกสาร ไม่มีประวัติเครดิต ที่สำคัญคือไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน

        ผลที่ตามมาก็คือ พี่น้องเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการทำมาหากิน ไม่สามารถเป็นเจ้าของกิจกการ และไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้สักที / ต้องหันไปพึ่ง “แหล่งเงินนอกระบบ” โดนขูดรีด เรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูง 20-30% ต่อเดือน 

        สุดท้าย ทำให้หลายรายต้องสูญเสียที่ดินอันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษไปให้แก่นายทุนเงินกู้นอกระบบ / รวมทั้ง โดนทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ได้ผลักดัน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 สามารถแก้ไขปัญหาได้ส่วนหนึ่ง

        พ.ร.บ.ฉบับนี้จะอำนวยความสะดวกให้ท่านสามารถตั้งสถาบันการเงินเล็กๆ ในชุมชนของท่านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีพี่เลี้ยง คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คอยสนับสนุนในทุกๆ ด้าน

        อาทิ การถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้แก่กรรมการและผู้บริหาร การสร้างความโปร่งใส การพัฒนาระบบ เช่น สอนวิธีการลงบัญชีที่ถูกต้อง เป็นต้น และให้คำแนะนำเรื่องกฎหมายด้วย ต้องระมัดระวังนะครับ อย่าไปทำผิดกฎหมายให้เกิดปัญหาขึ้นอีกนะครับ/

        ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถออม - ถอน - โอน - กู้เงิน ได้สะดวก เข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่าย ในพื้นที่ชุมชนของตนโดยไม่เสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบ เหมือนในอดีต / สามารถลืมตาอ้าปาก และเข้มแข็งได้ในที่สุด นี่คือการแก้ปัญหาทั้งระบบนะครับ

        สถาบันการเงินเล็กๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ทำอยู่แล้ว ปัจจุบันทั้งประเทศมีรวมกันเกือบ 30,000 แห่ง ในรูปแบบกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต หรือสถาบันการเงินชุมชน เป็นต้น

        บางแห่งตั้งมา 10 ปี เก็บออมกันได้ 1 ล้าน 10 ล้าน 50 ล้าน บางแห่งประสบความสำเร็จ ขยายไปถึง 100 ล้านก็มี ขึ้นอยู่กับธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนนั้นๆ

        ยกตัวอย่างที่จังหวัดตราดผมก็ได้พบกับพระอาจารย์ สุบิน ผู้ที่ได้นำพี่น้องประชาชนเก็บออมวันละเล็ก วันละน้อย 1 บาท 5 บาท 10 บาท จนกระทั่งวันนี้จากเม็ดเงินเล็กๆ ที่ทุกคนช่วยกันเก็บออม

        เครือข่ายการออมของท่านในจังหวัดตราด มีเงินออมถึง 2,700 ล้านบาท สามารถช่วยปลดหนี้นอกระบบ เป็นทุนในการทำการเกษตร ทำธุรกิจ และนำกำไรมาแบ่งปันจัดสรรเป็นสวัสดิการในชุมชนให้กับสมาชิก

        แต่สิ่งที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ อยากได้จากรัฐบาล ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครทำให้ คือ กฎหมายที่จะมารองรับสิ่งที่พี่น้องประชาชนทำอยู่ ให้ความเป็น “นิติบุคคล” เพื่อสถาบันการเงินเหล่านี้ จะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน

        ผมหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาของ สนช. ภายในปีนี้ และเมื่อผ่านแล้วเราจะเปิดให้กลุ่มการออมของพี่น้องประชาชน สมัครยกระดับเป็นสถาบันการเงินประชาชนต่อไป ด้วยความสมัครใจ ผมขอย้ำว่า โดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับ

        นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ “วงจร” หรือ “เครือข่าย” การเงิน-การธนาคาร-สถาบันการเงินของประเทศแล้ว ก็จะเป็นการเติมเต็ม โดยท่านจะยังมีอิสระในการบริหารจัดการ รับเงินฝาก ปล่อยกู้ ด้วยกฎเกณฑ์ของชุมชนของท่านเช่นเดิม

        ตรงนี้ผมขอย้ำเช่นกันว่าทุกชุมชนจะยังสามารถกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะทุกพื้นที่มีลักษณะที่ต่างกัน ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ต่างกัน เราต้องให้ทุกคนสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะกับตนเอง

        ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายได้ประกาศใช้แล้ว รัฐบาลจะทยอยอนุญาตให้กับชุมชนที่พร้อมและสนใจ ประมาณตำบลละแห่ง

        หากเป็นตำบลใหญ่ อาจจะมีมากกว่านั้นก็ได้ ซึ่งในระยะยาว จะทำให้เรามี “โครงข่ายสถาบันการเงินประชาชน” ตามกฎหมายนี้อย่างน้อย 7,000 แห่งทั่วไทย ที่เป็นของพี่น้องประชาชน ดำเนินการโดยพี่น้องประชาชน และเพื่อพี่น้องประชาชน

        ซึ่งจะนำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืน “ระเบิดจากภายใน” นำไปสู่ความพอเพียง พึ่งตนเอง ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้สืบสานและต่อยอดนะครับ

        ขอบคุณครับ ขอให้ “ทุกคน ทุกครอบครัว” มีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

        และอย่าลืมชวนกันแต่งชุดไทย ชุดสุภาพไปร่วมงาน "อุ่นไอรัก คลายความหนาว" กันมากๆ นะครับ สวัสดีครับ.    


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.