กฟผ.ระดม6 แสนล้านบาทพัฒนาโรงไฟฟ้า 5.4 พันเมกฯ


   

กฟผ.เตรียมระดมทุน 6 แสนล้านบาท พัฒนาโรงไฟฟ้าภายใน 10 ปีรวม 5.4 พันเมกฯ ยันไม่หวั่นแม้สัดส่วนผลิตไฟในพีดีพีจะเหลือ 24% ลุ้นครองส่วนที่ยังไม่กำหนดผู้ผลิต 11% ปลายแผน ลุยพัฒนาโรงไฟฟ้าเดินเบา พร้อมโซลาร์ในเขื่อน ชี้ศักยภาพสามารถผลิตไฟได้เกิน 1 หมื่นเมกฯ

18 ก.พ.62- นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้มีแผนที่จะใช้เงินลงทุนกว่า 600,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบสายส่ง รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงที่จะหมดอายุสัญญาในระยะ 10 ปี รวม 5,400 เมกะวัตต์ ได้แก่โรงไฟฟ้านำพอง ที่จะเริ่มโครงการในปี 2568 โรงไฟฟ้าแม่เมาะ พระนครใต้ สุราษฎร์ธานี 2 แห่ง และพระนครเหนือ รวมทั้งสิ้น 8 โรง โดยแบ่งเป็นเชื้อเพลิงถ่านหิน 700 เมกกะวัตต์ ที่แม่เมาะ นอกนั้นจะเป็นโรงไฟฟ้าคอมไบน์ไซเคิ้ล ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก

"ตอนนี้เรากำลังดูอยู่ว่าช่องทางในการหาเงินใดบ้างที่ทำแล้วมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยที่ผ่านมาจะเป็นการกู้เงินจากธนาคารในประเทศไทย แต่เบื้องต้นก็มองว่าการออกหุ้นกู้ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี เพราะเราจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมลงทุนกับเราได้ ซึ่งยืนยันยันได้ไม่มีปัญหาด้านการเงินแน่นอน"นายวิบูลย์ กล่าว

ทั้งนี้การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 8 แห่งจะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในประเทศของ กฟผ. อยู่ที่ 31% หลังที่จะมีการปลดระวางของโรงไฟฟ้าที่หมดอายุแล้ว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของ กฟผ. อยู่ที่ 35% และตามที่มีการระบุในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี 2018) ที่กำหนดสัดส่วนให้กฟผ.มีการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 24% นั้นเป็นช่วงปลายแผนในอีก 20 ปีถัดไป ซึ่งในช่วงนั้นก็จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่ยังไม่มีการระบุว่าเป็นของใคร หรือให้ฝ่ายไหนดำเนินการอีก 11% หากในอนาคตทางรัฐบาลมอบหมายให้ กฟผ. ดำเนินการในส่วนนั้นสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ก็จะมากกว่า 24% 

ขณะเดียวกันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชน (ไอพีพี) ในช่วงปลายแผนก็เหลือเพียงแค่ 13% เท่านั้นจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 33% ซึ่งจะมีการกระจายสัดส่วนไปสู่ในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(วีเอสพีพี)มากขึ้นกว่า 35% และในส่วนนั้นก็จะเป็นการผลิตไฟจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์)มากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับกฟผ. รวมถึงปัจจุบัน กฟผ.ก็เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพิ่มขึ้น ที่เป็นการตั้งแบบลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ซึ่งล่าสุดก็ได้ทำการเสนอต่อกระทรวงพลังงานไปเพื่อขอดำเนินการโซลาร์ลอยน้ำรวม 2,725 เมกะวัตต์ กระจายในเขื่อนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ กฟผ. ได้ติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน(เอนเนอร์ยี่ สตรอเรจ)ในสถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จในปี 63 เพื่อเป็นการนำร่องควบคู่พัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าให้เดินเครื่องในสถานการณ์ที่เชื้อเพลิงต่ำได้(โรงไฟฟ้าเดินเบา) โดยเบื้องต้นเป็นการติดตั้งเพื่อกักเก็บไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ โดยจะใช้จ่ายในช่วง 15 นาที ในกรณีที่โรงไฟฟ้าหลักเกิดเหตุดับหรือขัดก่อนเพื่อลดผลกระทบของประชาชนก่อนที่จะสามารถเดินเครื่องเข้าระบบของโรงไฟฟ้าหลักได้อีกครั้ง โดยใช้งบประมาณสถานีละ 800 ล้านบาท

"ตอนนี้เรากำลังเดินหน้าที่จะพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งเมื่อดูจากศักยภาพของเขื่อนน้ำของ กฟผ. นั้นจะสามารถติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำและผลิตไฟฟ้าได้อีก 10,000 ในเขื่อนทั่วประเทศ และในอนาคตหากมีการติดตั้งเอนเนอร์ยี่สตรอเรจร่วมด้วย รวมถึงผนวกกับการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำและไฟฟ้าจากการปั่นไฟ จะทำให้เขื่อนสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง 18-20 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนการพัฒนาโรงไฟฟ้าเดินเบา เพื่อจะติดตั้งใช้กับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือก่อน และโรงไฟฟ้าแม่เมาะในระยะต่อไป"นายวิบูลย์ กล่าว

อย่างไรก็ตามแผนพีดีพีนั้นทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดว่าจะต้องมีการพิจารณาใหม่ทุก 5 ปีซึ่งในอนาคตมัดส่วนดังกล่าวก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกันนี้ กฟผ. ยังมีแผนที่จะออกแบบโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในช่วง 10 ปีนี้ เป็นโรงไฟฟ้าเชิงท่องเที่ยวด้วย โดยจะนำร่องในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ฯก่อน 2 แห่ง โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะซื้อพื้นที่เพิ่มเพื่อพัฒนาพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว และคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อนำเข้ามาอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ โดยคาดว่าจะมีการสรุปเร็ว ๆ นี้ก่อนที่จะขยายผลต่อไปยังโรงอื่น ๆ ในอนาคต


จำกันไว้ง่ายๆ นะ...........ปี ๒๕๖๒ นี้วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ตรงกับวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน เป็นวัน "เข้าพรรษา"และวัน/เดือน/ปี เดียวกันนี้

ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?
"ครม.ปู" ดีกว่า "ครม.ลุง" จริงหรือ?
เศรษฐกิจ 'ชี้ขาด' รัฐบาลลุงตู่
ทักษิณ 'วางมือหรือวางเพลิง'