‘สภาพัฒน์’ห่วง ตัวเลขจ่าย‘หนี้’ ส่อเค้าเบี้ยวพุ่ง


เพิ่มเพื่อน    

 คนไทยอ่วม "สศช." แถลงภาวะสังคมปี 61 หนี้ครัวเรือนพุ่ง พ่วงด้วยสินเชื่อบุคคลขยับเพิ่มแตะ 10% ขณะที่เงินเฟ้อ ก.พ.62 เพิ่มขึ้น เหตุราคาสินค้าอาหาร-สินค้าเกษตรทะยานขึ้น ชี้เลือกตั้งส่งผลดีเงินสะพัด

    นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2561 โดยพบว่าหนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 โดยตัวเลขที่ สศช.รวบรวมได้ล่าสุด พบว่า ณ สิ้นสุดไตรมาสที่ 3 หนี้ครัวเรือนเท่ากับ 12.56 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% คิดเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 77.8% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
    นายทศพรระบุด้วยว่า ส่วนหนี้ที่เกิดจากการบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4/2561 เพิ่มขึ้นกว่า 9.4% สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2547 โดยแนวโน้มเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนเนื่องจากในช่วงปลายปี 2561 ประชาชนเร่งรัดการซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงก่อนการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (LTV) จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ เม.ย.2562 ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.8% ส่วนสินเชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ก็มีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้น 12.6% เนื่องจากครบมาตรการรถยนต์คันแรกทำให้มีการซื้อรถยนต์ใหม่ ประกอบกับมีการจัดงานส่งเสริมการขายรถยนต์ในงาน Motor Expo ในช่วงปลายปี 2561
     เลขาธิการ สศช.ระบุด้วยว่า ความสามารถในการชำระหนี้เพื่อการอุปโภคและบริโภคส่งสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อการอุปโภคในไตรมาส 4/2561 มีมูลค่าประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากปีก่อน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสินเชื่อรวมเป็นสัดส่วน 2.66% ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ในระดับ 2.68% ของสินเชื่อรวม ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อบัตรเครดิตมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไปเพิ่มขึ้น 9.9% ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไปเพิ่มขึ้น 0.3%
    “หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังเศรษฐกิจมีการขยายตัว และดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น อาจส่งผลต่อการขยายตัวของการบริโภคของครัวเรือนในอนาคต ขณะเดียวกันหากมีปัจจัยมากระทบต่อความสามารถในการหารายได้ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน” นายทศพรกล่าว
     น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ก.พ.2562 เท่ากับ 101.95 เพิ่มขึ้น 0.73% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2561 ซึ่งถือเป็นการสูงขึ้นในอัตราที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และยังมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างเฉลี่ยและรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามราคาสินค้าเกษตรสำคัญ และเพิ่มขึ้น 0.24% เทียบกับ ม.ค.2562 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 2 เดือนปี 2562 (ม.ค.-ก.พ.) เพิ่มขึ้นแล้ว 0.49% 
    น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.73% เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 1.89% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้น เช่น ข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง เพิ่ม 5.15%, เนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำ เพิ่ม 4.50%, ไข่และผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 2.06%, เครื่องประกอบอาหาร เพิ่ม 2.62%, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 0.61%, อาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่ม 1.84%, อาหารบริโภคในบ้านเพิ่ม 1.75% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.09% เช่น หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าเพิ่ม 0.58%, หมวดเคหสถาน เพิ่ม 0.68% แต่น้ำมันเชื้อเพลิง ลดลง 2.23% 
    เธอระบุด้วยว่า สำหรับสินค้า 422 รายการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ พบว่า มีสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเทียบกับราคาปีที่ผ่านมา 227 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า เพิ่ม 8.58%, เนื้อสุกร เพิ่ม 14.09%, ไข่ไก่ เพิ่ม 3.90%, นมผง เพิ่ม 3.31%, ครีมเทียม เพิ่ม 0.60%, กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม เพิ่ม 1.92%, ก๋วยเตี๋ยว เพิ่ม 1.38%,  อาหารเช้า เพิ่ม 3.71%, ข้าวราดแกงเพิ่ม 1.34%,  อาหารตามสั่ง เพิ่ม 1.60%, ก๊าซหุงต้ม เพิ่ม 7.29%,  น้ำยาล้างห้องน้ำ เพิ่ม 1.36% สินค้าที่ราคาลดลง 114 รายการ และสินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 81 รายการ
    น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 2-10 บาทนั้น สนค.ยังไม่ได้นำมาคำนวณว่าจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเท่าไร เนื่องจากต้องรอให้คณะกรรมการค่าจ้างอนุมัติก่อน แต่เชื่อว่าแม้จะมีการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งเป็นต้นทุนของการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการติดตามดูแล เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว
    "ส่วนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนมี.ค.2562 มองว่าจะส่งผลดีทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความต้องการใช้ไม้และวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก เพื่อนำมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับราคาสูงขึ้น และเกิดการจ้างงาน ทำให้เงินสะพัดในระดับท้องถิ่นมากขึ้น และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในเดือน พ.ค.2562 ก็จะมีผลดีต่อราคาวัสดุก่อสร้างเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ ที่มีการเตรียมมาก่อสร้างเพื่อใช้ในงาน" น.ส.พิมพ์ชนกระบุ.
    


วานซืน....... ๑๒๐ คณาจารย์ โผลหัวจากง่ามตูดเพนกวิน ออกมาหนุน ๑๐ ข้อเสนอ "ล้มสถาบันกษัตริย์" ที่เวทีธรรมศาสตร์ ของฮองเฮาเกศินี ที่นายปริญญาเป็นโปรโมเตอร์ เมื่อ ๑๐ สิงหา.

'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?