ฟัน‘แม้ว-ปู-เจ๊แดง’ ป.ป.ช.เริ่มจีทูเจี๊ยะล็อต2สมุนเพ้อเอาทักษิณกลับ


   

 

ป.ป.ช.ฟัน 3 พี่น้องตระกูลชิน "แม้ว-ปู-แดง" สังเวยจีทูเจี๊ยะข้าวล็อตสอง "จตุพร" ยัน "ทักษิณ" ควรได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม แต่ 12 ปีมาแล้วพานายใหญ่กลับบ้านไม่สำเร็จเสียที แต่คนที่น่าจะกลับบ้านก่อนคือ "ลุงตู่"  

    รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า เมื่อไม่นานมานี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตสอง ได้แจ้งคำสั่งไต่สวนของอนุกรรมการฯ ส่งเป็นหนังสือไปยังผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวรวม 71 ราย โดยมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) รวมอยู่ด้วย เพื่อแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบว่ากำลังจะถูกสอบสวนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการไต่สวนผู้ถูกพาดพิง หรือพยานเพิ่มเติม
    สำหรับการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไต่สวนครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการการขยายผลสอบสวนการระบายข้าวแบบจีทูจี ล็อตแรก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาต้องโทษจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 42 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ขยายผลในการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง กระทั่งโยงไปถึง 3 พี่น้องกระกูลชินวัตร ซึ่งเป็น 1 ใน 71 ผู้ถูกกล่าวหาด้วย
      นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินสายหาเสียงที่จังหวัดกาญจนบุรี ถึงเรื่องที่พรรคเพื่อชาติแถลงต้องการนำนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับบ้านว่า ตนได้เคยอธิบายความถึงกระบวนการยุติธรรมตั้งต้น เช่น คณะกรรมการที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งตั้งเพื่อที่จะดำเนินการเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือดำเนินการกับนายกรัฐมนตรีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แค่กระบวนการตั้งต้นก็ไม่มีความยุติธรรมแล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงปลายทาง 
    เขากล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน อาทิ การเลือกปฏิบัติของบรรดาองค์กรอิสระต่าง ๆ อดีตนายกฯ ทักษิณก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ควรได้รับการปฏิบัติ พิจารณาตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม มีมาตรฐานเดียวกับบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม 12 ปีมานี้ มีความพยายามในการพาอดีตนายกฯ ทักษิณกลับมาเสมอ แต่ก็ยังไม่สำเร็จเสียที 
    "ผมเชื่อว่าคนที่จะได้กลับบ้านก่อนอดีตนายกฯ ทักษิณคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ถ้าพี่น้องเลือกพรรคการเมืองซีกฝั่งประชาธิปไตย ซึ่งในระบบบัตรใบเดียว เป็นเรื่องที่ยากที่พี่น้องประชาชนจะทำใจ"
    นายจตุพรกล่าวว่า ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจว่าในระบบบัตรใบเดียวการเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งจำนวนมากคะแนนจะติดเพดาน พรรคที่ใหญ่ที่สุด คะแนนเต็มที่ได้ 175 เสียง ยังขาดอีก 201 เสียง จึงจะเกิน 376 เสียง เพราะฉะนั้นการเลือกพรรคเพื่อชาติจึงเป็นคะแนนที่ไม่สูญเปล่า จะเป็นการเพิ่มเสียงให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
    ส่วนนายยงยุทธ ติยะไพรัช กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ปราศรัยที่จังหวัดเชียงรายว่า นโยบายพาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณกลับบ้านเพื่อต่อสู้คดีภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ใช่ระบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งพรรคมีนโยบายจะปฏิรูปส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักสากล นานาชาติยอมรับ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประเทศในทุกๆ ด้าน
         เขากล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ระบุว่าจะมีการปราศรัยปลุกมวลชนให้เห็นความเลวร้ายของระบอบทักษิณ และต่อต้านการกลับมาของระบอบทักษิณนั้น ในฐานะที่ตนมีความสนิทสนมกับนายสุเทพตั้งแต่สมัยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ อยากเรียกร้องให้นายสุเทพหยุดหาเสียงบนซากปรักหักพังของประเทศ เพราะกระแสนี้จุดไม่ติดแล้ว 5 ปีที่ผ่านมาประชาชนได้รู้ความจริงแล้ว เลิกนำประเด็นนี้มาสร้างความเกลียดชัง หันมาใช้กระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางออก ซึ่งเป็นแนวทางของอารยชน ที่ใช้ยุติปัญหาความขัดแย้งมาแล้วทั่วโลก
    นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกรณีผลโพลของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 1 และพรรคพลังประชารัฐจะได้ที่นั่ง ส.ส.ประมาณ 100 ที่นั่งขึ้นไปนั้น นายอุตตมกล่าวว่า เป็นที่น่ายินดี เป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคน แต่เราฟังโพลเป็นข้อมูลประกอบ สุดท้ายพวกเรายึดมั่นตัวพวกเราเอง ต้องทำงานเต็มที่ ทำยังไงให้พี่น้องคนไทยให้ความไว้วางใจเรา เพื่อเราจะได้เข้าไปทำงาน และมั่นใจว่าเราจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน 
จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้วันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “โค้งสุดท้าย ส.ส.แบบไหนคนไทยจะเลือก” โดยเก็บข้อมูลประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,794 คน พบว่า
    ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 96.9 ระบุว่าตั้งใจว่าจะไปเลือกตั้ง มีเพียงร้อยละ 1.6 เท่านั้นที่ระบุว่าตั้งใจว่าจะไม่ไป ที่เหลือร้อยละ 1.5 ระบุว่ายังไม่แน่ใจ
    สำหรับปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง/ส.ส. เข้ามาบริหารประเทศนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 55.9 ระบุว่าตัดสินจากนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง รองลงมาร้อยละ 39.7 ระบุว่าดูจากความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ก้าวไกล, ร้อยละ 39.3 ระบุว่าดูจากผลงานในอดีต, ร้อยละ 38.7 ระบุว่าต้องไม่มีประวัติด่างพร้อยด้านการทุจริต และร้อยละ 35.9 ระบุว่าเป็นคนทำงานช่วยเหลือชุมชนแก้ปัญหาชุมชน.


และแล้ว........... งานลงรักปิดทองนายกฯ ประยุทธ์ของฝ่ายค้าน เมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๒) ก็ผ่านไป พร้อมสภาปิดสมัยประชุม

นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'