ปชป.มั่นใจมือเศรษฐกิจพรรคแข็งสุด แก้วิกฤติต้มยำกุ้ง-แฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว


   

        หลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ได้เห็นปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ บางพรรคใช้จังหวะนี้ป่วนจนสาวกประชาธิปัตย์ต้องยกหูสายตรงมายังที่ทำการสอบถามข้อเท็จจริงว่า สรุปเลือกตั้งรอบนี้พรรคมีจุดยืนอย่างไร

        ร้อนถึง จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงซ้ำอีกรอบว่า ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย

        แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ จุติ ขอร้องให้ประชาชนฟังนโยบายของพรรค ว่าจะก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้อย่างไร เพราะจุดยืนทางการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

        "จุติ" เปิดใจว่า ไม่อยากทะเลาะกับใครและต้องการจะเดินหน้าทำงานโดยการเสนอนโยบายประชาชน ส่วนพรรคไหนจะผลักเราไปจับมือกับเพื่อไทยบ้าง หรือกล่าวหาว่าเรายังไม่ชัดเจนกับพรรคพลังประชารัฐบ้าง ถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองของเขา สำคัญที่เราอย่าไปตกหลุม เขาพยายามผลักให้เราโดนจระเข้กิน เราก็ไม่ไป ต้องดูแบบมีสติ

        ยืนยันว่าประชาธิปัตย์มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งที่สุด รู้ปัญหาที่สุด คนในทีมเป็นคนเก่งและผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วทั้งนั้น ทั้งนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นายพิสิษฐ์ ลี้อาธรรม นายเกียรติ สิทธีอมร และทุกวันนี้เราก็ยังมีคนที่เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการอีก อาทิ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นต้น

       “สมัยเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วงต้นผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง และอีกครั้งคือหัวหน้าพรรคกับคุณกรณ์ต้องเจอกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศอื่นเขาเป๋หมด แต่ประเทศไทยไม่เป๋ คนลืมตรงนี้ไปแล้ว” จุติระบุ

        นอกจากนี้เขายังตอบคำถามเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายางพารา ว่าประชาธิปัตย์เคยสามารถทำให้ยางพาราสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาทมาแล้ว

        เมื่อถูกถามว่า สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ คนที่ทำให้ราคายางสูงขึ้น คือ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า ใช่ เราไม่ปฏิเสธ นายสุเทพเป็นคนทำจริงๆ แต่เขาทำในนามพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพเสมือนเป็นเชฟเป็นคนทำ แต่เมื่อออกจากพรรคไปแล้ว เรายังมีองค์ความรู้อยู่ คนที่เป็นลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานของนายสุเทพยังอยู่ที่ประชาธิปัตย์ อีกทั้งเรายังมีทีมงานที่ดูแลเรื่องดังกล่าว แม้เชฟมือ 1 ไปแล้ว แต่เรายังมีเชฟมือ 2 อยู่ ส่วนผสมต่างๆ ก็รู้หมด

        จุติกล่าวอีกว่า เวลาที่ได้เครดิตก็ได้ในฐานะที่อยู่ในภัตตาคารประชาธิปัตย์ เวลาเขาการันตี 5 ดาว เขาให้ภัตตาคาร ส่วนเชฟก็ได้ชื่อเสียงด้วยเช่นกัน

        ด้านการประมงที่เป็นปัญหา จุติ ระบุว่า ไม่ใช่พอถึงเวลาแล้วกวาดหมด เพราะยังมีประมงพื้นบ้านอยู่ด้วย ต้องแยกแยะก่อนจะมีนโยบายปราบแรงงานเถื่อน ในอดีตสินค้าส่งออก 1 ใน 5 ของไทยคือ ประมงและอาหารทะเล แต่วันนี้ต่างชาติตั้งเงื่อนไขกีดกันทางการค้า ซึ่งรัฐบาลก็ไปเล่นลูกกับเขา ถามว่าวันนี้เรือ 38,000 ลำ เหลืออยู่กี่ลำ ที่ผ่านมาประชาชนเดือดร้อน เพราะผลกระทบจากมาตรการที่รัฐบาลพยายามแก้ ทำให้เราซื้อปลารับประทานในราคาที่แพงขึ้น แต่คนส่งอาหารทะเลส่งออกไม่เดือดร้อน เพราะไม่โดนกีดกันว่าประเทศทำผิดกติกา ดังนั้นเรื่องประมงจะต้องมีจุดสมดุล และแยกแยะการประมงแต่ละประเภทออกจากกันก่อน

        นอกจากนี้ จุติ ยังอธิบายต่อกรณีที่หลายคนที่ระบุว่า ประชาธิปัตย์เป็นพวกหัวดื้อ แทนที่จะให้มีเพียงแค่พรรคที่เอาระบอบทักษิณ กับไม่เอาระบอบทักษิณ ว่า พรรคเพื่อไทยก็แข่งชิงที่หนึ่งกับหลายพรรค แต่ยังไม่กล้าเอาหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจะเอาคนนอกมาเป็นแทน ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ แต่บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่หัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ก็ไม่กล้าเป็นนายกฯ โดยยกให้ พล.อ.ประยุทธ์

        ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อหัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าเป็นนายกฯ ถามว่ามีพรรคใดบ้างที่จะบอกว่ามีหัวหน้าพรรคแล้วจะเอาคนอื่นเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยย่อมต้องเอาหัวหน้าเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น ประเทศอังกฤษระหว่างพรรคกรรมกร กับพรรคอนุรักษนิยม พอเข้าสภาฯ พรรคอนุรักษนิยมเสนอหัวหน้าพรรคกรรมกรเป็นนายกฯ หรือไม่ ถ้ามีมันก็อาเพศแล้ว ดังนั้นที่ประชาธิปัตย์ทำอยู่คือ ประชาธิปไตยโดยแท้ เพราะเราคือประชาธิปไตยสุจริต

        เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า แนวคิดแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย คนที่คิดคือ คนของประชาธิปัตย์ แต่พรรคเราไม่เอา คนนั้นเลยย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย เราเล่นการเมืองตรงไปตรงมา สุจริต ถ้าทำตามแนวคิดนั้นพรรคได้กำไร แต่ถ้าทำก็ไม่ใช่สถาบัน

       “เหมือนกับวัดสายธรรมยุตที่ไม่ทำเครื่องรางของขลัง มีแต่สวดมนต์ นั่งวิปัสสนา ซึ่งคนไม่ชอบ เพราะยังหลงอยากได้เครื่องราง วัดก็จนไม่มีรายได้ แต่ว่าธรรมวินัยเคร่งครัดมาก วันไหนที่ประชาชนเจอมหาหลอกไปโน่นนี่ พอคนจับได้ คนก็กลับมาหาวัดสายธรรมยุต พอเจอเกจิอาจารย์ดังก็ไปหาอีก แต่วัดนี้ก็ยังอยู่ เรายอมเป็นวัดสายธรรมยุต ที่สำคัญ ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแน่นอน ไม่อยากเน้นย้ำมาก ไม่อยากทะเลาะกับใคร พอทะเลาะมากคนก็ไม่ฟังนโยบายอีก ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเปรียบเทียบนโยบายต่อนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองไม่มีใครสู้พรรคผมได้”

        ปี 54 พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายประกันรายได้ข้าว โดยพรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายจำนำข้าว 15,000 บาท วันนั้นถ้าประชาธิปัตย์รักษาอำนาจอยู่ เราบอกว่าเราประกันรายได้ที่ 15,000 บาทเหมือนกัน วันนั้นเราชนะแล้ว แต่ถามว่าทำไมไม่ทำ เพราะทำแล้วฐานะการเงินการคลังฉิบหาย จึงไม่ทำ ตนเองยังบอกหัวหน้าว่าไม่อยากเป็นนายกฯ มากพอจะไปประมูลกับเขา หัวหน้าพูดกลับว่าเอาอะไรประมูล เอาทรัพย์สินประเทศไปประมูลหรือ

        นี่แหละทำไมมันถึงได้แพ้เป็นฝ่ายค้าน แต่ยืดหยัดเป็นสถาบันได้ เพราะทำเรื่องถูกต้องไว้ นี่คือตัวตนประชาธิปัตย์ ไม่มีคำอธิบายไหนชัดเจนเท่ากับยุคนี้ “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” คือประชาธิปัตย์ จะชอบหรือไม่ชอบเราบอกไม่เป็นไร จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มันคือตัวตนเรา.


เห็น "ธนาธร-พรรณิการ์" เดินเร่ขายชาติไปทั่วยุโรป, สหรัฐแล้ว บอกตรงๆ.......... ทำให้นึกถึงคำว่า "ผัวหาบ-เมียคอน" ขึ้นมาติดหมัด!

'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?
"ครม.ปู" ดีกว่า "ครม.ลุง" จริงหรือ?