มะกัน-จีนเลิกสงครามการค้า ไทยต้องระวังผลข้างเคียง!


   

    สัญญาณในทางบวกเกี่ยวกับการเจรจาสงบศึกการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอาจจะไม่ใช่ข่าวดีนักสำหรับประเทศต่างๆ ที่ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการทำสงครามทางการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่
    ข้อตกลงใดๆ ที่สองประเทศนี้จะประกาศเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกันจะต้องมีเงื่อนไขว่าจีนจะซื้อสินค้าของสหรัฐมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
    นั่นย่อมแปลว่าจีนอาจจะต้องลดการซื้อสินค้าจากหลายๆ ประเทศ รวมถึงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปด้วยในตัว
    เผลอๆ อาจจะต้องลดการนำสินค้าเข้าจากหลายๆ ประเทศในอาเซียน (รวมทั้งไทย) จากระดับที่เคยซื้อจากเรา
    เพราะปักกิ่งต้องแสดงความจริงใจที่จะ “สงบศึก” กับวอชิงตัน นั่นหมายถึงการยอมตั้งเป้าสินค้านำเข้าจากอเมริกาสูงขึ้น
    นั่นย่อมหมายความว่าจะซื้อจากคนอื่นน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วก็คือ จีนจะรับปากที่จะซื้อสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐเพิ่มขึ้นตามเป้าการนำเข้าใหม่ที่ตกลงกับสหรัฐ
    ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ว่า อย่างน้อย 4 ประเทศในเอเชียที่ได้ประโยชน์จากความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน
    นั่นคือไทย, เวียดนาม, ไต้หวันและมาเลเซีย
    ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลว่า 4 ประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบน่าจะเป็นฮ่องกง, มองโกเลีย, สิงคโปร์และเวียดนามเช่นกัน
    แปลว่าเวียดนามอยู่ในฐานะทั้งได้และเสีย
    เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของไทยเคยประเมินว่า บวกลบคูณหารแล้ว ประเทศไทยน่าจะได้มากกว่าเสีย แต่ก็ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนที่จะพิสูจน์ได้ว่าเราได้ประโยชน์จริงๆ เท่าไหร่
    จะว่าไปแล้วผมไม่แน่ใจว่าไทยเราได้ใช้โอกาสนี้สร้างความได้เปรียบหรือไม่ ส่วนเวียดนามนั้นมีการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าน่าจะได้ประโยชน์
    เวียดนามติดอยู่ใน 4 อันดับแรกที่จะได้รับผลกระทบจากทิศทางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ขณะเดียวกันเวียดนามก็เป็น 4 อันดับแรกที่จะได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองชาตินี้ด้วยเช่นกัน
    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือโลก Moody’s บอกว่า 4 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกน่าจะได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ได้แก่ มาเลเซีย ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม 
    แต่ในการจัดอันดับเดียวกันนี้ก็พบว่า 4 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบด้านลบจากสงครามการค้าของสองมหาอำนาจ ได้แก่ ฮ่องกง มองโกเลีย สิงคโปร์ และเวียดนามอีกเช่นกัน
    สำนักข่าววีโอเออ้าง นายคริสเตียน เดอ กุซมัน รองประธาน Moody's Investor Service ในสิงคโปร์แสดงความเห็นว่าเวียดนามได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าประเภทที่จีนได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งจะให้ผลดีแค่ในระยะสั้น
    แต่นายเซียน เฟนเนอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economic ในสิงคโปร์ มองว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และมาตรการปกป้องทางการค้าผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จะทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก 
    ทั้งไทยและเวียดนามในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนต่างชาติจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนะว่า เวียดนามควรปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้อ่อนไหวไปตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ โดยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในให้เป็นระบบตลาดเสรีมากขึ้น รวมทั้งการลดเงินอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง บริการสาธารณสุข และลดการอุดหนุนด้านพลังงานไฟฟ้า 
    อีกทั้งยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ค่อนข้างหนักหน่วง 
    หอการค้าเวียดนามบอกว่าเมืองใหญ่อย่างนครโฮจิมินห์และกรุงฮานอยของเวียดนาม แทบไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่เลย
    เคยมีคนเปรียบเปรยว่าเมื่อช้างสารรบกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ
    แต่ต้องไม่ลืมสัจธรรมโลกอีกข้อหนึ่งว่า
    เมื่อช้างสารกลับมาคืนดีกัน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างสนิทสนม หญ้าแพรกก็แหลกได้เหมือนกัน
    อย่างที่เรากำลังจะเห็นกันอยู่ในเร็วๆ นี้
    ดังนั้น อย่าได้ตกอยู่ในความประมาทเป็นอันขาด
    ยักษ์ใหญ่ทะเลาะกัน เราไม่ต้องถือหางใคร ระวังผลร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ดี
    ยักษ์ใหญ่รักกันเมื่อไหร่ ก็อย่านึกว่าเราจะได้ประโยชน์ ตรงกันข้าม เมื่อเขาตกลงกันได้ เราอาจกลายเป็นเหยื่อก็ได้.


ไม่รู้ใครพูด.......ฟังแล้ว เลือด "ชาตินิยม" ขึ้นหน้า อยากเถียง..แต่เถียงไม่ออก คือที่เขาพูดว่าประเทศไทยดีทุกอย่างเสีย "อย่างเดียว"........มีคนไทยประเภท "อาศัยแผ่นดินเกิด" มากไปหน่อย!

จุดตายของ 'ธนาธร'
กเฬวรากลี้ภัยใจคด
ผิดพลาดของการตรากฎหมาย?
วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน
'คนไทยหัวใจกระวีกระวาด'
เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'