ผุดบริษัทลูกรฟท. บริหารให้มีกำไร อุ้มหนี้เน่าขสมก.


   

 คนร. สั่งยุบทิ้งบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน จี้รายงานผลภายใน 1 เดือน ไฟเขียวตั้ง 2บริษัทลูก รฟท. ลุยบริหารสินทรัพย์-เดินรถไฟฟ้าสายสีแดง ยื่นเงื่อนไขล้างหนี้ ขสมก. 1.18 แสนล้าน ปี 66 ต้องมีกำไร
    เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คนร. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจจำนวน 158 แห่ง สำหรับบริษัทในเครือที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจ คนร. ได้ให้รัฐวิสาหกิจเร่งยุบเลิก/ถอนการลงทุนบริษัทในเครือโดยเร็ว รวมทั้งให้รัฐวิสาหกิจแก้ไขปัญหาบริษัทในเครือที่มีผลขาดทุนด้วย โดยให้รายงานผลการดำเนินการให้ คนร.ทราบภายใน 1 เดือน
    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อให้บริหารจัดการทรัพย์สินของ รฟท. มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทลูกจะทำหน้าที่ในการจัดการที่ดินในเชิงพาณิชย์ให้แก่ รฟท. ซึ่งจะสามารถเพิ่มรายได้และแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ รฟท. รวมทั้งยังเห็นชอบการเพิ่มพันธกิจให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ที่ปัจจุบันมีพันธกิจในการบริหารโครงการแอร์พอร์ตเรียลลิงก์ (ARL) ให้เป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ
    “จะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและบุคลากรของ รฟฟท. ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า เนื่องจาก รฟฟท.มีประสบการณ์ในการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการ ARL โดยให้ปรับปรุงแผนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการหารายได้และทำกำไร และให้กระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับติดตามการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและ รฟฟท. ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานเทียบเท่าเอกชน เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและตัวชี้วัดที่กำหนดโดยไม่เป็นภาระของภาครัฐในอนาคต” นายประภาศระบุ
    เลขานุการ คนร.กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาและรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในส่วนนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รายงานความก้าวหน้าในการควบรวมทั้ง 2 องค์กร เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถควบรวมตามขั้นตอนกฎหมายได้ภายในเดือน พ.ย.2562 โดยให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
    ด้านนางปานทิพย์ ศรีพิมล ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขสมก.ได้รายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุม คนร. ภายหลังมีการปรับราคาค่าโดยสารเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเดินรถบริการ ทั้งนี้ ในส่วนของแผนฟื้นฟูประเด็นอื่น เช่น การล้างภาระหนี้และผลขาดทุนสะสม 1.18 แสนล้านบาท นั้น คนร. ขอให้ ขสมก.ปรับปรุงการดำเนินงานให้ผลประกอบการดีขึ้น  ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ยืนยันว่าจะดำเนินการให้ผลประกอบการมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา กลับมาเป็นบวกได้ภายในปี 2566 หากสามารถดำเนินการได้ กระทรวงการคลังจะรับหนี้คงค้างจำนวนดังกล่าวมาบริหารซึ่งจะช่วยให้ ขสมก.ลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ลงไปได้ปีละประมาณ 3 พันล้านบาท 
    ทั้งนี้ ขสมก.รายงานที่ประชุมทราบว่า นอกจากปรับขึ้นค่าโดยสารเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว การจะให้ผลประกอบการดีขึ้น ขสมก.เตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมปรับราคาค่าโดยสารอีกครั้งปี 2563 โดยจะดูรายละเอียดต้นทุนและราคาที่จะปรับขึ้นอีกครั้ง
    นอกจากนี้ คนร.ยังขอให้ ขสมก.ไปดำเนินการ รายละเอียดบางประเด็นให้ชัดเจน เช่น แผนการดูแลพนักงานที่จะเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) โดยต้องมีรายละเอียดครบถ้วนก่อนนำเสนอขออนุมัติจาก ครม.ในอนาคต ส่วนการจัดหารถใหม่ที่ขณะนี้ ขสมก.มีแผนจัดหารถใหม่ให้ครบ 2,188 คัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้จัดซื้อ รถเมล์เอ็นจีวี 489 คันไปแล้ว ส่วนที่เหลือจะดำเนินการตามแผนที่วางไว้ทั้งการจัดเช่ารถเมล์ 700 คัน และรถเมล์ไฟฟ้าเพิ่มเติม.


เมื่อวาน........ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี เป็นวัน "อัฏฐมีบูชา"

ชวนขยับ 'ทุกอย่าง' ก็ถูกสยบ
"ธนาธร"กับ"กฎหมายปิยบุตร"
จากหุ้นถึง 'เงินกู้' ธนาธร
ความคิด 'ส่วนเกิน' ประชาธิปัตย์
ปัญหาพรรคหรือปัญหาประเทศ?
'พระอุปคุต' ผู้ขจัดมารประเทศ