
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว ยิ่งมีการขยายพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มขึ้นยิ่งเป็นผลดี แต่พื้นที่ดังกล่าวผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่จะมีการพัฒนาได้เนื่องจากที่ดินมีระดับราคาที่สูง ดังนั้นถ้ามีการขยายพื้นที่ออกไปจะทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเข้ามาพัฒนาโครงการใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้น” นางธนัชญากล่าว
เปิดอีอีซีกระตุ้นตลาดสุขภัณฑ์
โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี เป็นหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และเร่งเดินหน้าให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด พร้อมๆ กับการออกมาตรการหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะมาตรการพิเศษที่จะเปิดให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เป็นโครงการแนวสูง และโครงการแนวราบ ตลอดจนที่ดินใน 3 จังหวัด กลายเป็นการจุดประกายความหวังของบรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เพราะด้วยมาตรการกระตุ้นการลงทุนที่หลั่งไหลออกมา
โดยจะส่งผลให้ 3 จังหวัดในพื้นที่อีอีซีกลายเป็นอีกหนึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่น่าจับตา ว่าจะกลายเป็นเมืองแห่งการลงทุน เช่น ในหลายๆ ประเทศที่ได้รับความสนใจเข้าไปลงทุนจากต่างประเทศอย่างล้นหลาม และจากการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจวัสดุ ตกแต่งและสุขภัณฑ์โตตามเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าระดับกลางและบนที่แนวโน้มความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับงานดีไซน์และคุณภาพมากกว่าราคา

ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว
นางธนัชญา มานะสมจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แมนสุขภัณฑ์ (1999) จำกัด ได้กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน โดยมองว่ายังคงชะลอตัวจากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็กยังไม่มีการลงทุนการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากรอดูสถานการณ์และทิศทางของรัฐบาล ที่ยังไม่มีความชัดเจน มันทำให้การขายชะลอตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าในระดับกลาง-ล่าง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะที่ตลาดในกลุ่มสินค้าระดับบน ยังคงมีความต้องการของผู้บริโภค และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รอดูความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อมีการจัดตั้งจะมีการออกมาตรการมากระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นการผลักดันให้เศรษฐกิจให้มีการเติบโต เช่น มาตรการลดดอกเบี้ยของการโอน เลยไม่มั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้ดีหรือไม่ อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวเพื่อรองรับนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้การซื้อที่อยู่อาศัยต้องดาวน์ 20% ขึ้นไป ผู้บริโภคจึงมีการตัดสินใจซื้อและมีการเร่งการโอนมากขึ้น ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
"หากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย และได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ภาพรวมมีทิศทางที่ดี เชื่อว่าจะมีการลงทุนจากผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการรายเล็กยังคงชะลอการลงทุน ส่วนรายใหญ่ยังคงมีการลงทุน แต่ลงทุนในรูปแบบระมัดระวัง เน้นความต้องการของผู้บริโภค พัฒนาสินค้าในกลุ่มที่มีกำลังซื้อ" นางธนัชญากล่าว

เทรนด์สุขภัณฑ์อัจริยะมาแรง
นางธนัชญา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายของสุขภัณฑ์หลายแบรนด์ เช่น อเมริกัน โคลเลอร์ กะรัต โตโต้ คอนโต เป็นต้น ซึ่งบริษัทติดอันดับ 5 ของประเทศที่มียอดขายสูงสุด สำหรับภาพรวมสุขภัณฑ์ ยังชะลอตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอ และมีการลงทุนหรือพัฒนาโครงการน้อย เนื่องจากในตลาดยังมีสต๊อกสินค้าค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทมองว่าเทรนด์ของสุขภัณฑ์จะมุ่งเน้นไปที่สมาร์ทโปรดักส์ ซึ่งบริษัทมีแผนในการผลักดันให้สินค้าสมาร์ทโปรดักส์เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
สำหรับสมาร์ทโปรดักส์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ เช่น อ่างล้างหน้า ก๊อก เป็นต้น ซึ่งจะมีการเพิ่มนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้สินค้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ง่ายต่อการใช้งานให้มากขึ้น ทั้งนี้บริษัทมีแผนเพื่อรองรับกับเทรนด์ที่กำลังมาแรง โดยมีแผนในการสร้างโชว์รูมใหม่ ซึ่งบริษัทจะนำสมาร์ทโปรดักส์ไปแสดงในโชว์ใหม่ที่บริษัทกำลังจะพัฒนา สินค้าจะเป็นการนำเข้าจากอิตาลี จีน
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนในการนำระบบอีคอมเมิร์ซมาใช้เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าสุขภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาเว็บไซต์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการ แต่ยังไม่สามารถซื้อขายสินค้าได้ ทั้งนี้บริษัทจึงได้เริ่มพัฒนาระบบ และได้นำสินค้าใหม่ๆ ที่แตกต่างมาลงในระบบอีคอมเมิร์ซ
"ในปัจจุบันการแข่งขันของตลาดสุขภัณฑ์มีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในด้านราคาแข่งขันกันรุนแรงมาก ดังนั้นบริษัทต้องมีสินค้าที่แตกต่างเพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ โดยการสร้างแบรนดิ้งใหม่ที่สามารถให้ผู้บริโภคได้จดจำและมาซื้อสินค้าของบริษัท ปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มลูกค้าในส่วนของอินทีเลีย ดีไซน์ เป็นหลัก และผู้รับเหมา" นางธนัชญากล่าว
ปรับแผนธุรกิจสร้างความแตกต่าง
นางธนัชญา กล่าวว่า ในปี 2562 เป็นปีที่บริษัทมีการปรับตัวจากแฟมิลี่บิสสิเนส หรือเป็นการทำงานแบบครอบครัว ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการทำงานมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ ในส่วนต่างๆ ทำงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับตัวในครั้งนี้เป็นการปรับตัวเพื่อให้เกิดความแตกต่างและสร้างจุดแข็งให้กับองค์กรรวมไปถึงสร้างความน่าเชื่อถือให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
“เราอยากขายของในรูปแบบที่มีดีไซน์ มีความเป็นยูนีคมากยิ่งขึ้น หรือนึกถึงเรา ปัจจจุบันบริษัทมีสาขา 1 สาขา ซึ่งยอดขายหลักๆ ของบริษัทแบ่งเป็น 70% มาจากกลุ่มลูกค้าโปรเจ็กต์ 20% มาจากหน้าร้าน และอีก 10% มาจากกลุ่มลูกค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เชื่อว่าภายหลังที่เราได้ทำระบบอีคอมเมิร์ซเสร็จสิ้น จะทำให้ระบบการทำงานมีความง่ายมากยิ่งขึ้น แล้วทุกคนสามารถซื้อสินค้าได้เหมือนผ่านช่องทางของ Shopee หรือลาซาด้า ซึ่งคาดว่าการพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซและโชว์รูมจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2562 นี้”
อีอีซีดันราคาที่ดินพุ่ง
นางธนัชญา กล่าวถึงการส่งเสริมอีอีซี ของรัฐบาลว่าพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ 3 จังหวัดในพื้นที่ของอีอีซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก โดยจะมีการลงทุนการพัฒนาโครงการใหม่ไปค่อนข้างมาก เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีการเปิดโรงงาน ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และทำให้ความต้องการในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ผู้พัฒนาโครงการจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก หรือผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นโครงการขนาดเล็ก ระดับราคาไม่แพงมาก ส่วนโครงการขนาดใหญ่หรือระดับราคาที่มากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปยังไม่มีการลงทุนหรือพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้จะพบได้ว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เริ่มที่จะเข้าไปกว้านซื้อที่ดินไว้แล้ว และส่งผลให้ระดับราคาที่ดินมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เช่น ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ราคาที่ดินติดถนนก่อนที่จะเกิดอีอีซี อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาทต่อไร่ ปัจจุบันระดับราคาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15 ล้านบาทต่อไร่
“ระดับราคาที่ดินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เชื่อว่าจะส่งผลให้สินค้าหรือที่อยู่อาศัยที่มีการพัฒนาออกมาใหม่นั่นจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนของการพัฒนาโครงการ ทั้งนี้ถ้าโครงการมีการขายที่แพงจะส่งผลดีต่อบริษัท ทำให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยในพื้นที่ฉะเชิงเทรา แปดริ้ว ระยอง ใช้อินทีเรียจาก กทม. ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของบริษัทที่จะเจาะกลุ่มอินทีเรียเพื่อเพิ่มยอดขายของบริษัท”
นางธนัชญา กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมีอยู่หลายบริษัท เช่น บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์, บมจ.ซีพี และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เป็นต้น ซึ่งลูกค้าโปรเจ็กต์ของบริษัทที่ผ่านมา คือ บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เป็นลูกค้าของบริษัทอยู่แล้ว ส่วน บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินค้าเป็นของตัวเอง ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะไม่ใช้สินค้าในพื้นที่ แต่จะเป็นการสั่งสินค้าจากใน กทม. ดังนั้นเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซีมีการเติบโตก็ยังส่งผลให้บริษัทเติบโตตามไปด้วย
ส่วนกรณีที่ภาครัฐมีแผนขยายพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวที่มีการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ จะมีการพัฒนาโรงงานทำให้เกิดการจ้างงาน และย่อมมีความต้องการในที่อยู่อาศัย รวมไปถึงโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้คนในชุมชนหรือในพื้นที่ที่เปิดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว ยิ่งมีการขยายพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มขึ้นยิ่งเป็นผลดี แต่พื้นที่ดังกล่าวผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่จะมีการพัฒนาได้เนื่องจากที่ดินมีระดับราคาที่สูง ดังนั้นถ้ามีการขยายพื้นที่ออกไปจะทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเข้ามาพัฒนาโครงการใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้น” นางธนัชญากล่าว
โอกาสลงทุนในทำเลอีอีซี
นางธนัชญา กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายธุรกิจออกไปกลุ่มการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะเห็นว่าด้วยบริษัทเป็นซัพพลายเออร์เอง ทำให้ต้นทุนของการก่อสร้างถูกกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ทำให้การทำงานง่ายขึ้น สำหรับทำเลที่จะไปลงทุนนั้นจะเน้นพื้นที่ที่เป็นชุมชน เบื้องต้นบริษัทเล็งพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา อยุธยา ลำลูกกา รังสิต รอบๆ กทม. ซึ่งจะจับกลุ่มลูกค้าระดับบน อย่างไรก็ตาม บริษัททองว่าการเลือกทำเลเป็นสิ่งสำคัญ หากเลือกทำเลดีไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนก็จะสามารถขายได้ เนื่องจากคนซื้อจะมองที่ทำเลเป็นอย่างแรกว่ามีความสะดวกสบายหรือไม่ ตอบโจทย์ต่อการดำเนินชีวิต
"บริษัทได้เริ่มมองหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการแล้ว โดยในเบื้องต้นบริษัทได้มองหาที่ดินที่จะสามารถลงทุนได้ พื้นที่ประมาณ 1-2 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ จำนวน 79 ยูนิต หรือบ้านจัดสรรที่มีราคาแพง พัฒนาประมาณ 10-15 ยูนิต ระดับราคาประมาณ 10-15 ล้านบาท คาดจะเกิดขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2564 ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม" นางธนัชญา กล่าว
นางธนัชญา กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาโชว์รูม ออฟฟิศใหม่ โดยเน้นพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 500-600 ล้านบาท ทั้งนี้มองว่าภายหลังที่ระบบอีคอมเมิร์ซ และโชว์รูมเปิดให้บริการแล้ว บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 ล้านบาทต่อปี เติบโต 10-15% ต่อปี
“เราทำงานมาเป็น 10 ปี เป็นช่วงรุ่นที่ 3 รุ่นแรกทำบริษัทสุขภัณฑ์อยู่แล้ว ปัจจุบันเรามีโรงงานผลิต ชื่อ บริษัท โควลอวร์ ทั้งในปัจจุบันเราได้มีการขายในทุกยี่ห้อ เป็นดีลเลอร์ ทำให้ในปีนี้เราจึงมีแผนในการปรับตัวเพื่อตอบรับกับผู้บริโภคและความต้องการของผู้บริโภคตามเทรนด์ที่มีการเปลี่ยนไป ส่วนการบริหารงานภายในองค์กรนั้น โดยการบริหารสต๊อกแบบซื้อมาขายไป บริหารจากโรงงานเลย”.
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |