ให้รอลุ้นโปรดเกล้าฯ บิ๊กป้อมแบ่งรับแบ่งสู้เก้าอี้รมต./โผปชป.ยังอลเวง


   

    "ลุงตู่" ยังอุบไต๋นั่งหัวหน้า พปชร. ได้แต่ส่งยิ้มให้นักข่าว แกนนำ พปชร.เรียงหน้าปฏิเสธ แต่ "สนธิรัตน์" รับเป็นไปได้ที่จะสมัครสมาชิกพรรคเพื่อให้การทำงานสอดรับกัน ทำให้พรรคเกิดความเข้มแข็ง  "บิ๊กป้อม" ปัดรับ ปธ.ที่ปรึกษา พปชร. ให้รอโปรดเกล้าฯ ชี้ขาดเก้าอี้ รมต. ออกตัวยังไงก็ได้ ตอนนี้ครึ่งๆกลางๆ "ภท." ส่งรายชื่อ 8 รมต.ให้นายกฯ แล้ว มอบสิทธิ์เคาะ "เจ้าพ่อชาดา" เป็น รมช.เกษตรฯ หรือไม่  ขณะที่ ปชป.ฟัดกันไม่เลิก กก.บห.ซัก "จุรินทร์" หาเหตุผลเสนอชื่อเป็นแพ็กลงคะแนนลับ "ถาวร" ได้เก้าอี้รมต.สะพัดเกี๊ยะเซียะเพื่อลดแรงกระเพื่อม
    เมื่อวันศุกร์ มีรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากมีกระแสข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าพรรค และการจัดโผ ครม.บางส่วนที่ยังไม่ลงตัว 
    โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ตามปกติ และตลอดทั้งวันนายกฯ ไม่มีกำหนดการประชุมหรือหมายเข้าพบเป็นทางการ ก่อนที่เวลา 16.25 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางกลับบ้านพัก โดยก่อนกลับผู้สื่อข่าวถามว่าได้รายชื่อโผ ครม.เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ได้แต่เพียงส่งยิ้ม 
    ทั้งนี้ ช่วงบ่ายเวลา 14.10 น. นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา ผู้อำนวยการพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ซึ่งเป็นคนสนิทของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค ชพน. ได้เดินทางมายังตึกไทยคู่ฟ้าทางประตูด้านหลัง พร้อมกับถือซองเอกสารขึ้นไป ก่อนจะเดินทางกลับในเวลา 14.25 น. 
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. และ พล.อ.ประวิตรจะไปเป็นประธานคณะที่ปรึกษาพรรคว่า ยังไม่มีการพูดคุย แล้วหลุดไปได้อย่างไร ใครเป็นคนพูด ตนไม่รู้ และไม่รู้จริงๆ เมื่อถามว่าหากเชิญไปเป็นประธานคณะที่ปรึกษาพรรค พปชร. จะรับหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่รับ และยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค”
    เมื่อถามถึงกรณีที่มีการปิดห้องเพื่อคุยกัน 3 คนที่สโมสรทหารบกวิภาวดี ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีอะไร ซึ่งเป็นเพียงการดื่มกาแฟกันเฉยๆ ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องอะไรทั้งสิ้น และไม่ได้พูดคุยเรื่องการสรุปผลงานของคสช.ที่ผ่านมา
     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่หากเกิดขึ้นจริง จะไม่มีปัญหาในทางกฎหมาย เพราะไม่มีอะไรห้าม เป็นธรรมดา แต่ในทางการเมืองนั้นตนไม่ทราบ คงต้องให้เกจิทั้งหลายในทางการเมืองเป็นคนให้ความเห็น ส่วนในแง่ของจริยธรรมนั้น ก็มีคนบอกว่าจะต้องเป็น ซึ่งตนตอบไม่ได้ อย่างการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็มีชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หากนายธนาธรชนะ ก็เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเหมือนกัน
    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคใหม่ ว่าเป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นผู้นำเข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้พรรคเกิดความเข้มแข็งและเดินหน้าไปได้ ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาดำรงตำแหน่งจริงหรือไม่ และประเด็นนี้ทางพรรคยังไม่เคยมีการพูดคุยหรือวางตัวมาก่อน และหาก พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นหัวหน้าพรรคจริง ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรคใหม่หรือไม่ ซึ่งรวมถึงตำแหน่งเลขาธิการพรรคด้วย
"ลุงตู่"สมัครสมาชิก พปชร.
    “ตอนนี้พรรคยังไม่มีการเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นหัวหน้าพรรค และยังเร็วไปที่จะพูดเรื่องนี้ ต้องรอความชัดเจน และส่วนตัวเห็นว่าเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้การทำงานของพรรคและของนายกฯ เป็นไปในทิศทางที่สอดรับกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของอนาคต” นายสนธิรัตน์กล่าว
    นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค พปชร. เพื่อเตรียมก้าวสู่ตำแหน่งการเป็นหัวหน้าพรรคและมีชื่อของตนเองขยับมาเป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนว่าจะมีแคนดิเดตเป็นเลขาธิการพรรค และที่ผ่านมาไม่ได้มีการพูดคุยว่าจะมีการวางตัวให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าพรรค เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ
     นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบ และไม่มีการพูดถึงว่าจะให้พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นหัวหน้าพรรค ตนก็เพิ่งรู้จากข่าวพร้อมกัน 
     นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค พปชร. กล่าวถึงกระแสดังกล่าวว่า ไม่เคยทราบมาก่อน แต่ถ้าจริง เชื่อทุกคนในพรรคคงไม่มีปัญหา
    ส่วนความคืบหน้าการจัดโผ ครม.นั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงความชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่ง รมว.กลาโหมในรัฐบาลชุดหน้าว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นเรื่องของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะต้องทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะขอหยุดพักและไม่รับตำแหน่งอะไรเลยนั้น ตนไม่ทราบ ขอให้ดูไปแล้วกัน ถ้ามีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ลงมาก็ทำ แต่ถ้าไม่มีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ลงมาก็ไม่ทำ
    เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ พล.อ.ประวิตรจะรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม และให้ รมช.กลาโหมทำหน้าที่แทน  พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “แบบนี้ก็เอาเปรียบเขาสิ” เมื่อถามย้ำว่าหรือว่าจะเหลือเพียงตำแหน่งรองนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็ไม่รู้ ยังไงก็ได้”
    "ทั้งหมดอยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว ซึ่งขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังไม่ได้มาคุยกับผม เพราะมัวแต่จัดการปัญหาภายในพรรคอยู่ ตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการประชุมผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากเรายังคงใช้คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเก่าอยู่" พล.อ.ประวิตรกล่าว 
    พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายอยากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพื่อรับผิดชอบงานการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ว่า "คนมีเยอะแยะ ดูร่างกายผมสิ มันไม่ค่อยดีแล้ว"
      ส่วนที่มีคนมองว่าควรอยู่รับใช้ชาติต่อไปอีกนั้น  พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็อยู่มา 50 กว่าปีแล้ว เมื่อถามต่อว่าอยู่ต่ออีก 4 ปีก็ไม่เห็นเป็นไรเลย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "โอ๊ย ...ตายก่อน"
    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามซักให้ชัดเจนว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งรองนายกฯ ตำแหน่งเดียวเลย หรือควบตำแหน่ง รมว.กลาโหมด้วย แต่ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธจะตอบคำถาม โดยระบุว่าขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีตอนนี้บอกไม่ได้ ยังครึ่งๆ กลางๆ    
ชงรายชื่อ ครม.ให้นายกฯ
     ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้รายชื่อในส่วนของพรรค พปชร.ถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ทยอยส่งรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีพิจารณาในขั้นสุดท้าย ยอมรับว่าบางตำแหน่งทางพรรคได้ส่งรายชื่อให้นายกฯ พิจารณามากกว่า 1 รายชื่อ พร้อมข้อเสนอแนะ แต่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นบุคคลใด โดยขึ้นอยู่กับนายกฯ จะพิจารณาเลือกบุคคลใด อย่างไรก็ตาม คาดว่าเดือน ก.ค.จะได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน
    ส่วนกระแสความขัดแย้งในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค พปชร. นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ทุกพรรคมีปัญหาเกี่ยวกับความเห็นที่แตกต่างกัน พรรค พปชร.เป็นพรรคขนาดใหญ่ มี ส.ส.กว่า 100 คน จึงเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญพรรคเปิดโอกาสให้ทุกคน และเคารพความเห็นของทุกคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีความเห็นต่าง แต่สุดท้ายก็ต้องจบด้วยการพูดคุยทำความเข้าใจกัน ซึ่งการตั้ง ครม. มีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ เป็นเรื่องปกติ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้หมด ส่วนตัวไม่อยากเห็นการโจมตีกัน เพราะเรากำลังเดินหน้าประเทศ
     เลขาธิการพรรค พปชร.กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำนโยบายรัฐบาลว่า ขณะนี้กรอบนโยบายพรรคเสร็จสมบูรณ์แล้ว จากนั้นในสัปดาห์หน้าจะเช็กความพร้อมของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนัดหารือร่วมกัน เพื่อนำนโยบายของแต่ละพรรคร่วมมาร้อยเรียงให้เป็นนโยบายรัฐบาล ก่อนส่งให้นายกฯ พิจารณาและแถลงต่อรัฐสภา 
    นายสุริยะ ซึ่งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าจะหลุดจากโผ ครม.ไม่ได้ตำแหน่ง รมว.พลังงาน ว่าไม่ทราบ เป็นเรื่องของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะพิจารณา ทั้งนี้เคารพในการตัดสินใจ รับได้และไม่คิดลาออกจากพรรค ส่วนกรณีเคยประกาศไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ขอถอนคำพูด และถ้า พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่าเหมาะสมในการเป็นรัฐมนตรี ก็พร้อมจะรับตำแหน่ง
     ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ กล่าวถึงกระแสข่าวว่ายังมีความขัดแย้งภายในพรรคจากการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ยืนยันว่าพรรคยังคงมีเอกภาพและปกติที่มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง
    นายดล เหตระกูล เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา(ชพน.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพรรค ชพน.ได้รับตำแหน่ง รมช.อุตสาหกรรม หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ยืนยัน 3 เสียงของพรรค ชพน. มีความเป็นปึกแผ่นและมีเอกภาพ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพของรัฐบาล แม้ว่าเสียงของรัฐบาลจะปริ่มน้ำ แต่เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถนำพารัฐบาลนี้บริหารประเทศไปได้อย่างเรียบร้อย หลังจากวันเลือกตั้ง ผู้ใหญ่และแกนนำของทั้ง 2 พรรคได้มีการพูดคุยและหารือกันมาตลอด ในหลักการเบื้องต้นของนโยบายการทำงานร่วมกันรวมทั้ง 1 ตำแหน่ง รัฐมนตรีที่จะมอบให้พรรคชาติพัฒนา ซึ่งพรรคไม่ได้ตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรีที่กระทรวงใด เนื่องจากให้เป็นการพิจารณาของนายกฯ ตามความเหมาะสม ทั้งกระทรวงที่จะมอบหมายและตัวบุคคลของพรรค โดยขณะนี้พรรครอการนัดหมายอย่างเป็นทางการเพื่อหารือร่วมกันกับพรรคพลังประชารัฐ 
ปชป.ยังฟัดกันไม่เลิก
    มีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ส่งรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย  8 ตำแหน่ง ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนรายชื่อนายชาดา ไทยเศรษฐ์  ส.ส.อุทัยธานี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น ซึ่งทางพรรคยังยืนยันจะส่งไปรับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์เช่นเดิม และให้สิทธิ์ นายกฯ เป็นผู้พิจารณาตัดสินขั้นสุดท้าย 
    ส่วนอีก 7 ตำแหน่งยังเป็นเช่นเดิมคือ นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สามีนางนาที รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ ตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย,    น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ และนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รมช.พาณิชย์
    ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะมีประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ใน 5 ตำแหน่ง คือ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, รมช.คมนาคม, รมช.ศึกษาธิการ, รมช.สาธารณสุข และ รมช.มหาดไทย ส่วนตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ แน่นอนแล้วคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ส่วนรมว.เกษตรฯ ได้แก่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค 
    ทั้งนี้ มีกระแสข่าวสะพัดว่า ส.ส.กลุ่ม กปปส.ในพรรค ปชป. เตรียมใช้เวทีประชุมร่วมวัดกำลังในพรรค โดยจะเสนอให้ทบทวนรายชื่อ หากกลุ่มของตัวเองไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุม กก.บห. โดยจะใช้เสียง ส.ส.ในกลุ่ม 27 คน ซึ่งถือว่าเกินครึ่งหนึ่งของ ส.ส.ทั้งหมด 53 คน เป็นตัวบีบให้ผู้บริหารชุดปัจจุบันต้องยอมเปลี่ยนแปลงรายชื่อใหม่
    ด้านนายจุรินทร์เปิดเผยก่อนการประชุมว่า ที่ประชุมจะพิจารณาตัวบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคให้ได้ข้อยุติในวันนี้ จากนั้นจะส่งรายชื่อให้นายกฯ การพิจารณาจะเป็นไปตามข้อบังคับพรรค เช่น ความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และความเสียสละเพื่อพรรค  รวมถึงจะนำข้อเสนอของทุกฝ่ายมาประกอบ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบข้อบังคับพรรค ส่วนตำแหน่งอื่นๆ รวมทั้งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องรอให้นายกฯ แจ้งมาก่อนว่ามีตำแหน่งใดบ้างจึงจะพิจารณา
    ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่ประชุม กก.บห.พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของ ปชป. 8 ตำแหน่ง 7 คน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี, รมว.พาณิชย์,  รมว.เกษตรฯ, รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, รมช.มหาดไทย, รมช.คมนาคม, รมช.สาธารณสุข และ รมช.ศึกษาธิการ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เป็นผู้นำเสนอประเด็นการประชุม 
ลงคะแนนลับ"ถาวร"คั่ว รมต.
    โดยได้ให้เจ้าหน้าที่แจกรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับพรรค ประกอบด้วย 1.นายจุรินทร์ 2.นายเฉลิมชัย 3.นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค 4.นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าภารกิจ 5.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าภารกิจ 6.นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าภาคกลาง และ 7.นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา จากนั้นเปิดให้มีการอภิปราย โดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตถึงรายชื่อที่ส่งให้ กก.บห.พิจารณาว่า เหตุใดจึงกระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดสงขลาถึง 2 คน คือนายนิพนธ์กับนายถาวร และเหตุใดโควตาภาคใต้จึงเหลือแค่ 2 คน ทั้งที่ตามสัดส่วนต้องได้ 3  ตำแหน่ง จากการที่ได้ ส.ส.มา 22 คน และได้เสนอชื่อตัวเองเข้าชิงตำแหน่งรัฐมนตรี 
    ขณะที่นายวิรัช ร่มเย็น กก.บห. สอบถามถึงหลักเกณฑ์ว่าจะใช้หลักใดในการพิจารณา เพราะหากคำนึงถึงความอาวุโส ตนเองอยู่พรรคมา 22 ปี เป็น ส.ส. 8 สมัย ทำงานให้พรรคมาตลอด พร้อมกับเสนอชื่อตัวเองชิงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ทำให้ในส่วนของรายชื่อที่ 7 มีผู้เสนอตัว 3 คน นายจุรินทร์จึงให้มีการลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่านายถาวรได้รับการสนับสนุนให้เป็นรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุว่าใครจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใด กำหนดเพียงแต่ตัวบุคคลที่จะไปเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น โดยมอบหมายให้หัวหน้าพรรคไปพิจารณาตามความเหมาะสม
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุม นายวิรัชยังตั้งคำถามให้ผู้บริหารพรรคแจกแจงที่มาของการเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรีในลักษณะเป็นแพ็กเกจพร้อมกัน 7 คนว่าเกิดจากอะไร เนื่องจากในแต่ละภาคมีหลายคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แต่กลับไม่ปรากฏชื่อ ซึ่งผู้บริหารพรรคไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ โดยให้เหตุผลเพียงว่าได้พิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว 
    หลังจากมีการประชุม กก.บห.นานกว่า 3 ชั่วโมงก็ได้เชิญ ส.ส.เข้าร่วมประชุมด้วยในเวลา 17.40 น. รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนการประชุมครั้งนี้ นายจุรินทร์ ได้มีการตกลงกับนายถาวรว่าจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมจาก ส.ส.กลุ่ม กปปส.ในพรรค โดยให้เหตุผลกับ กก.บห.ให้สนับสนุนนายถาวรว่าเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในพรรค 
    วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) คณะรัฐศาสตร์ จัดงาน70 ปี สถาปนาคณะรัฐศาสตร์ โดยมีการจัดเสวนาหัวข้อ “ทิศทางการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ การเมืองของความหวัง หรือ จุดเริ่มต้นของวิกฤติครั้งต่อไป” โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่ไม่ใช่วิกฤติครั้งใหม่ แต่เป็นวิกฤติเดิม ที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ 19 ก.ย.49 นี่เป็นวิกฤติเดียวกันตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ใจกลางปัญหาอยู่ที่อำนาจในประเทศนี้เป็นของใคร มีฝั่งหนึ่งยืนยันหนักแน่นว่าอำนาจของประเทศนี้เป็นของประชาชน ขณะที่อีกฝั่งมีผู้สนับสนุนน้อยกว่า แต่เชื่อว่าอำนาจเป็นของอภิสิทธิ์ชน เพียงไม่กี่คน แต่คนกลุ่มนี้มีอำนาจปืน มีรถถัง ถือตาชั่งทางกฎหมาย นี่คือปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้
    นายธนาธรบอกว่า  เหตุการณ์ข่มขู่เรื่องพานไหว้ครูไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันใช้ไม่ได้แล้ว เช่นเดียวกับงานแปรอักษร หรือการตรวจตรวจสอบทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกไล่ล่าดำเนินคดี วันนั้นไม่มีฝ่ายค้าน แต่วันนี้มี ซึ่งหน้าที่ของเราคือการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พรรคเรามี ส.ส.มากกว่า 20 คน ซึ่งสามารถเสนอกฎหมายเข้าไปในสภาได้ ซึ่งเรื่องแรกที่เราจะทำคือการปรับแก้ รธน.มาตรา 272 และ 279 ในเรื่องอำนาจของ ส.ว. และคำสั่ง คสช.มีอำนาจชั่วกาลปาวสาน ต่อไปเราจะรณรงค์การปฏิรูปกองทัพ ยุติการเกณฑ์ทหาร ยุติระบบราชการรวมศูนย์ และการกระจายอำนาจ  และอำนาจที่ใช้กดทับเรามาตลอด 5 ปี จะใช้ไม่ได้
    "ต้นตอของความขัดแย้งคือคนที่ขโมยอำนาจไปแล้วไม่คืน เรื่องนี้ง่ายมาก อำนาจควรเป็นของคนไทยทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน คนที่ขโมยอำนาจมาแล้วเขียนรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจอยู่กับเขาไปตราบนานแสนนาน จะปล่อยให้คนพวกนี้ตีกินเรื่องความขัดแย้งไม่ได้นี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคน หากเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ขอให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ต่อต้านการรัฐประหารไปด้วยกัน” นายธนาธรกล่าว
    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า เมื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ ม.44 ที่ปิดปากสื่อมา 5 ปี การตรวจสอบไม่ได้จะหมดไป แม้คสช.จะหมดไปแล้ว แต่ร่างทรงและวิญญาณของคสช.ยังอยู่ ในชื่อเดิม พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ อยู่ใน ครม. เดิมถ้าอยู่กับ สนช.จะถูกประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหิน แต่ในสภาผู้แทนฯ นั้น พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ จะตรวจสอบร่างทรง คสช.อย่างเข้มข้น ข้อสงสัยของประชาชนจะได้รับการเปิดเผย ผ่านการตั้งกระทู้ทุกสัปดาห์ สมาชิก พปชร.ก็ต้องทำหน้าที่พิทักษ์ร่างทรง คสช.อย่างหนัก การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยคงไม่แก้ไม่ได้ เขาไม่ได้เขียนมาให้แก้ แต่เขียนมาให้ฉีก จึงต้องยกร่างใหม่ แต่กลไกนั้นถูกปิดต้องทำประชามติถามประชาชนว่าพร้อมจะทำกติใหม่ที่เป็นธรรมร่วมกันหรือไม่
     นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า บรรยากาศการเมืองที่น่ากลัวเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องผลการเลือกตั้งคะแนนปริ่มน้ำ เท่ากับเรากำลังดำเนินการต่อสู้โดยการโจมตีกล่าวหาเพื่อน หลังการเลือกตั้งที่ได้สมาชิกเข้ามาทำหน้าที่ ปรากฏว่าบรรยากาศนั้นกำลังเปลี่ยนไป การอภิปรายในสภาไม่ได้บอกว่าตัวเองดีอย่างไร แต่บอกว่าเพื่อนไม่ดีอย่างไร หากท่านสังเกตจากการประชุมสภา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาต้องต่อสู้ จนเป็นคดีสู่ศาล สุดท้ายก็กลายเป็นการสู้รบปรบมือ แต่หากเราทำการเมืองให้เป็นการโฆษณาให้เขาเคารพรักศรัทธา ก็จะไม่นำการคนไปสู่ท้องถนน ซึ่งเราต้องเคารพสิทธิของคนอื่น
    “บรรยากาศเป็นปกติ เหมือนกับการตั้งรัฐบาลผสมแบบที่ผ่านมา แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ สิ่งที่จะเกิดขึ้น ตัวบทกฎหมายบอกไว้ว่า อะไรคือสิ่งที่รัฐมนตรีต้องทำอย่างละเอียด อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า มีคนถามผมว่าท่านนายทะเบียนครับ แล้วผมจะทำมาหากินอะไรได้ เพราะเขาห้ามไปหมด รวมถึงคนที่อยู่ข้างหลัง เพราะเป็นสิ่งที่สังคมตรวจสอบอยู่แล้ว เมื่อเราให้อำนาจน้อย เขาก็จะทำอะไรได้น้อยไปด้วย”นายวิเชียรระบุ.   


"พลเอกประยุทธ์" นี่.....ชะตาเข้าเกณฑ์ "พระรามเดินดง" จริงๆ!กว่าจะลุยป่าได้นั่ง "เก้าอี้นายกฯ" เรียกว่าบักโกรกเลือดโชกแสนสาหัส     ครั้นขึ้นนั่ง.......

"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?