อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง'ชาญชัย'ไม่มีอำนาจฟ้อง'ทอท.-คิงเพาเวอร์'


เพิ่มเพื่อน    

19 มิ.ย.62 - ที่ห้องพิจารณา 8 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อท.352/2560 ที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต รองประธานอนุกรรมาธิการด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จำกัด รวม 14 คน, เอกชนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นจำเลยที่ 1-18 ในความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, เป็นกรรมการหรือผู้บริหารไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบฯ กรณีที่มีการตรวจสอบว่าจำเลยได้ร่วมกันกระทำผิดข้อสัญญาที่ก่อหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์เกินกว่าที่สัญญาระบุไว้หรือไม่จากการที่สัญญาระหว่าง ทอท. กับคิงเพาเวอร์ให้เก็บรายได้เข้ารัฐ 15 เปอร์เซ็นต์ จากยอดการขายสินค้าหรือบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิแต่คณะกรรมการฯอนุมัติให้เก็บเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐมูลค่า 14,290,660,119 บาท

โดยศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 เห็นว่า การกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดตามฟ้องนั้น เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จะเข้าเป็นผู้มีชื่อถือหุ้นในบริษัทกลุ่มคิงเพาเวอร์ โจทก์จึงมิได้เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องฝ่ายจำเลยได้ จึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมานายชาญชัย โจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์ประเด็นในฐานะผู้เสียหายและผู้มีอำนาจฟ้อง

ซึ่งวันนี้นายชาญชัยเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับทนายความ ส่วนจำเลยทั้ง 18 ราย ที่เป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ ทอท. และผู้บริหารคิงพาวเวอร์นั้นไม่ได้เดินทางมา ซึ่งในชั้นนี้จำเลยยังไม่ต้องเดินทางมาฟังคำพิพากษาเองก็ได้ เนื่องจากเป็นการฟังคำตัดสินในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ แต่จำเลยก็ได้มอบอำนาจให้ทนายความมาฟังคำพิพากษาแทน

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่านายชาญชัย โจทก์ ได้ซื้อหุ้นของ ทอท. เมื่อ 24 ธ.ค. 2558 จำนวน 200 หุ้น หลังจากที่เป็นประธานอนุ กมธ. ซึ่งได้ทำการตรวจสอบข้อพิพาทในคดีดังกล่าว แต่เหตุที่กล่าวหานั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 2557 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะยื่นซื้อหุ้นของ ทอท. 

โดยความหมายของผู้เสียหายตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคคีอาญาทุจริตฯ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง "ผู้เสียหาย" หมายความถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจาการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมถึงบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ โดยคดีนี้้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 18 ในความผิด ซึ่งเป็นการเอาโทษกับพนักงานผู้มีหน้าที่ แต่กลับปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยปกติรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย เอกชนย่อมไม่เป็นผู้เสียหาย ดังนั้นยกเว้นหากการปฏิบัติโดยมิชอบนั้นเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยตรง และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ถึงจะเป็นผู้เสียหายได้ เมื่อโจทก์ได้ซื้อหุ้นของ ทอท.ภายหลังจากพฤติการณ์ที่มีการกล่าวหา จึงแสดงให้เห็นว่าการกระทำนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์ เพราะโจทก์ยังถือหุ้นของ ทอท.ตามจำนวนเดิม และไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้น โจทก์จึงยังไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรง จากการกระทำของจำเลยทั้ง 18 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง 

ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กับ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 นั้น ฐานเป็นกรรมการหรือผู้บริหารไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์สุจริต เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวได้กำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นดำเนินการในการเรียกร้อง หากมีกรณีที่กรรมการบริษัทนั้นดำเนินกิจการไม่เป็นไปนามกฎหมาย วัตถุประสงค์หรือข้อบังคับด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังผลประโยชน์ของบริษัท 

แต่กรณีของโจทก์ก็ยังไม่เป็นไปตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ ขณะที่ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ กำหนดให้กรรมการหรือผู้บริหารร่วมกันรับผิดหากเกิดความเสียหายใดๆ กับบริษัท จากการปกปิดความจริงเกี่ยวกับงบการเงิน และรายงานฐานะการเงินของบริษัท ซึ่งแสดงว่า ทอท. ก็มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อโจทก์และผู้ถือหุ้น แต่กรณีนี้โจทก์ก็นำคดีมาฟ้องต่อศาล 5 ก.ค. 2560 หลังจากโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นใน ทอท.นานเกือบ 2 ปี 

โดยจำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่นั้น ก็ได้เบิกความต่อศาลว่า เดิมโจทก์ถือหุ้น 200 หุ้น ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าทำให้โจทก์ถือหุ้นทอท.จำนวน 2,000 หุ้น จากจำนวนหุ้นสามัญที่จดทะเบียนทั้งหมด 14,285,700,000 หุ้น และเมื่อพบว่าโจทก์เพิ่งซื้อหุ้นเมื่อ 24 ธ.ค. 2558 หลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นอนุ กมธ. ศึกษาเสนอแนะมาตรการกลไกปราบปรามการทุจริตฯ เมื่อเดือน พ.ย. 2558 และยังพบว่าช่วงที่โจทก์เป็นที่ปรึกษาอนุ กมธ. ดังกล่าว ได้เข้ารวมประชุมในเดือน พ.ค. 2558 ทำให้โจทก์ได้ทราบรายละเอียดเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่โจทก์ยังสมัครใจเข้าซื้อหุ้นของ ทอท. ย่อมอาจแสดงถึงการยอมรับในฐานะการเงินและผลดำเนินการของ ทอท. โจทก์จึงไม่น่าจะฟ้องคดีนี้ หรือไม่เช่นนั้นการเข้าซื้อหุ้นของ ทอท.เพียง 200 หุ้นของโจทก์ ก็เพื่อใช้สิทธิ์ฟ้องคดีในฐานะผู้ถือหุ้น ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง พฤติการณ์ของโจทก์ย่อมแสดงถึงความไม่สุจริต

เมื่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนฯ กำหนดให้ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งหรือหลายคนจำนวนไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดในบริษัท สามารถทำหนังสือขอให้คณะกรรมการบริษัทเสนอวาระการประชุมได้ แต่ต้องเสนอเป็นวาระอะไร เป็นการเสนอเพื่อทราบ เพื่ออนุมัติ หรือเพื่อพิจารณา ดังนั้นตามกฎหมายดังกล่าวก็ถือว่าเป็นข้อจำกัดสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้น เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้ถือหุ้นเข้าไปก้าวล่วงจัดการเกี่ยวกับธุรกิจปกติของบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นโจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ทั้งสองนี้ด้วย 

ขณะที่ตามทางไต่สวนมูลฟ้องก็ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1-13 ในฐานะกรรมการ ทอท. กระทำเพื่อแสวงหาประะโยชน์ที่ไม่ควรได้ให้แก่ตนเองและผู้อื่นเพราะการบริหารงาน ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความคิงเพาเวอร์ กล่าวว่า กรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้อง ก็ถือเป็นการให้ความเป็นธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของบริษัทคิงพาวเวอร์ รวมทั้งผู้บริหาร ทอท. ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ โดยวินิจฉัยว่านายชาญชัย ไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งสิทธิการนำคดีมาฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยคดี โดยเราก็เคารพคำวินิจฉัยของศาล ส่วนบริษัทจะฟ้องกลับหรอไม่นั้น จะต้องนำไปพิจารณาก่อน แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของนายชาญชัยกับริษัทนั้น มีการฟ้องคดีอาญาหมิ่นประมาทไว้รวม 12 สำนวน และฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายอีก 1 สำนวน โดยคดีทั้งหมดก็ยังอยู่ในชั้นศาล

ด้านนายชาญชัย โจทก์ในคดีนี้ได้กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้อุทธรณ์ประเด็นอำนาจฟ้องในวันนี้ ก็ได้มีคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ออกมาแล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวยังถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายของเรื่องสิทธิการนำคดีมาฟ้อง ดังนั้นตนก็ตะยื่นเป็นประเด็นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อไป เพื่อให้วางบรรทัดฐาน เพราะกรณีนี้เป็นกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวนมาก จากสัญญาที่ต้องเก็บแต่ไม่ได้เก็บผลประโยชน์ตามสัญญา โดยคดีที่ตนนำมาฟ้องในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในส่วนของข้อกล่าวหาความผิดทางอาญามาฟ้อง แต่ยังมีปัญหาที่ได้มีการนำสิทธิทางแพ่งมาวินิจฉัยด้วย ดังนั้นก็ต้องให้ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานอำนาจฟ้องคดีลักษณะนี้ให้ชัดเจน

นายชาญชัย กล่าวถึงคดีระหว่างตนกับบริษัทคิงพาวเวอร์ว่า ก่อนหน้านี้ คดีอาญาที่ศาลกรุงเทพใต้ก็มียกฟ้องไป 1 สำนวน เช่นเดียวกับคดีแพ่ง ที่ตนถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 728 ล้าน เนื่องจากเห็นว่าตนได้กล่าวถึงข้อมูลตามเอกสารตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก็เป็นการให้ข้อมูลการตรวจสอบว่ามีการทุจริตใน ทอท. หรือไม่ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนด้วย


ปิยบุตร...... บ่อยครั้งนะ ที่เจ้าเลอะเลือน และเหลี่ยมเล่ห์ ศุกร์ ๒๑ กุมภา ศาลฯ จะวินิจฉัยคดีพรรคกู้เงิน พวกเจ้าก็พล่านจนหัวก่าย ถ้ามีหางก็คงพันกัน

พงศกร 'สะท้อนภาพ' ธนาธร
จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?
จำเลย 'สารภาพ' แต่ดิ้นโชว์
"ออมสิน" ในปริศนา "เสี่ยสั่ง"
เรือสำราญ 'อย่าเป็นม้าอารี'
อย่าหลง 'รบอยู่กับคลื่น'