อนาคตของโลกเมื่อ Facebook ออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง


   

     สัปดาห์ก่อนผมขึ้นเวทีกับคนรุ่นใหม่ 3 คนจากอเมริกา ที่เป็นทั้งนักลงทุนและลงมือทำ fintech ที่เป็น startup การเงินภายใต้หัวข้อ "ธนาคารในปี 2025 จะมีหน้าตาอย่างไร"    
    สามหนุ่มจากอเมริกามีเชื้อสายอินเดียซึ่งกำลังทำชื่อเสียงในอเมริกาในวงการเทคโนโลยี อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่มีเชื้อสายภารตะเหล่านี้ยังมีตำแหน่งบริหารที่สำคัญๆ ในสหรัฐฯ อีกด้วย
    สามหนุ่มชื่อ Neil Dugal, Senior Corporate Counsel at Omidyar Network กับ Sheel Mohnot,  Partner at 500 Startups และ Rishi Mohnot, VP, Business Operations at Sentieo
    หนึ่งในคำถามที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเรื่องการเงินการทองและอนาคตของธนาคาร คือคำประกาศของ Facebook ที่จะออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองที่เรียกว่า Libra ซึ่งแปลตรงตัวคือราศีตุล แต่เป็นภาษาละตินแปลว่าความเที่ยงธรรมและยุติธรรมด้วย
    ผมถามทั้งสามว่าการที่ Facebook จะมีเงินสกุลของตัวเองอย่างนี้ถือเป็นแนวโน้มที่ดีหรือไม่
    ทั้งสามตอบเกือบจะตรงกันว่า ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ ถ้า Facebook สามารถชักชวนบริษัทยักษ์ ๆ ในวงการดิจิทัลมาร่วมใช้เงินคริปโตฯ อย่างนี้ได้ เราก็คงต้องตั้งรับให้จงดี
    เจ้า Libra นี้เป็นอย่างไร ทำไมจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการได้ 
    ที่แน่ๆ คือ Libra จะอยู่ใต้การควบคุมดูแลของ The Libra Association ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร 
    ที่ทำให้ผู้คนสนใจเป็นพิเศษคือ FB บอกว่าจะมีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 27 บริษัทชั้นนำชื่อดังมากมาย
    ไม่ว่าจะเป็น Mastercard, Visa, eBay, Paypal, Spotify, Uber, Lyft, Vodafone, Stripe, Booking  Holdings, Facebook
    หรือแม้แต่บริษัทบล็อกเชนอย่าง Coinbase, Anchorage รวมทั้งกองทุนร่วมทุน Andreessen  Horowitz, Breakthrough Initiatives ด้วย
    พอเห็นชื่อผู้ร่วมก่อตั้งเท่านั้น คนส่วนใหญ่ก็ต้องยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว
    ข้อมูลที่สำคัญคือเงินสกุล Libra ถูกจัดอยู่ในประเภท Stable Coin หรือเงินที่มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ มีเสถียรภาพ อิงกับ "สินทรัพย์อ้างอิง" ที่มีอยู่จริงในอัตรา 1:1
    คำถามคือสินทรัพย์ที่ว่านี้คืออะไร
    คาดกันว่าสินทรัพย์ที่ Facebook จะใช้ค้ำประกันอาจไม่ใช่เงิน Fiat สกุลใดสกุลหนึ่งเพียงสกุลเดียว เหมือนเหรียญ Stable Coin สกุลอื่นที่ออกมาก่อนหน้า (USDT, GUSD)
    แต่น่าจะเป็น "ตะกร้าเงิน" (Basket of Currencies) ที่อาจประกอบด้วยเงินสกุลต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ, ยูโร, เยน, ปอนด์, ฟรังก์สวิส, หยวน ฯลฯ ในอัตราส่วนที่ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือ
    และทำให้ FacebookCoin มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือกว่าการอ้างอิงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างทองคำ, น้ำมัน หรือเงิน Fiat สกุลใดสกุลหนึ่งเพียงสกุลเดียว
    เมื่อ Libra เป็น Stable Coin ก็จะมีความผันผวนต่ำ มีราคาอ้างอิงที่ค่อนข้างคงที่ต่างจาก Bitcoin  หรือเงินคริปโตฯ สกุลอื่น 
    ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า FBCoin น่าจะใช้เพื่อการโอนเงินข้ามประเทศ หรือการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ได้รับการยินยอมจาก Facebook
    รวมถึงสินค้าและบริการของกลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมในเครือข่ายที่ให้การเปิดตัวโครงการนี้
    รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ บริษัทที่จะเข้ามาร่วมโครงการจะมีส่วนร่วมในการประมวลผล, ยืนยันธุรกรรม ทำหน้าที่ Nodes (อันหมายถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการประมวลผล การทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน network นั้นๆ) ของเครือข่ายเงินสกุลนี้ ต้องได้รับการอนุมัติอีกทั้งยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ Facebook 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลและเปิดใช้งานเครือข่ายด้วย
    ไม่ได้เข้าร่วมฟรีๆ นะครับ
    ข่าวชิ้นแรกๆ บอกว่าบริษัทชั้นนำจากหลายภาคธุรกิจที่ได้แสดงความสนใจเข้าร่วมมีแล้วเช่น  Paypal, Visa, Mastercard, Booking.com, Uber ฯลฯ
    ว่ากันว่าโครงการนี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการก็ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020 
    ช่วงแรกๆ ก็อาจจะเริ่มด้วยพนักงานที่อยู่ในเครือข่ายของ Facebook เช่นใช้ Libra จ่ายเงินเดือนและผลตอบแทนต่างๆ โดยสามารถเก็บรักษา ใช้จ่าย หรือแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้ผ่านตู้ ATM ที่รองรับ และอาจจะสามารถโอน รับ จ่าย ซื้อสินค้า และบริการได้เช่นเดียวกับเงินสกุลดิจิทัลสกุลอื่น 
    อย่าได้แปลกใจหากจะขยายบริการเข้าไปที่ฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มอื่นของเครือข่ายเดียวกัน เช่น  Instagram, WhatsApp 
    ความจริง Messenger ได้ทดลองออก Crypto Wallet หรือกระเป๋าสำหรับเก็บเงินคริปโตฯ ในชื่อ  Lite.im ให้แก่ผู้ใช้งาน Facebook Messenger ได้ทดลองใช้แล้วเมื่อปลายปีที่แล้วด้วยซ้ำไป
    ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ Libra จะมี smart contract หรือ "สัญญาอัจฉริยะ" ซึ่งนักพัฒนาสามารถนำไปเขียนโค้ดต่อยอดพัฒนาเพิ่มเติมได้ 
    ทั้งหมดนี้ย่อมสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนเป็นห่วงว่าหาก Facebook  ทำสำเร็จจะมีอิทธิพลเหนือคนทั้งโลกมากเกินกว่าที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะพึงมีได้
    จึงคาดได้ว่าจะต้องมีคนออกมาคัดค้านในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางเช่นกัน.


ยุคนี้ นักวิจารณ์เยอะ ซึ่งเป็นเรื่องดี.... แต่ประเภท "ไม่อ่านเนื้อ" อ่านแค่พาดหัว ๒-๓ คำ แล้วหยิบไปวิจารณ์เป็นคุ้ง-เป็นแควนี่ซี

เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'