‘บันทึกจากคุก’ ของ พิภพ ธงไชย


   

                วันก่อนผมชวนคุณพิภพ ธงไชยมาคุยใน Facebook Live กับผม เพื่อให้เล่าเรื่องชีวิตในคุกเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นๆ ในสังคม

                เนื้อหาของการสนทนาเกี่ยวกับประสบการณ์ของคุณพิภพมีที่น่าสนใจหลายประเด็น

                หลังจากนั้นคุณพิภพก็ได้เขียนเล่ารายละเอียดแลกเปลี่ยนกับผมวันนั้นในเฟซบุ๊ก ซึ่งทำให้เห็นภาพอะไรชัดเจนมากยิ่งขึ้น

                ผมจึงขออนุญาตคุณพิภพนำมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านคอลัมน์นี้ได้รับทราบด้วย

                คุณพิภพเขียนไว้บางตอนอย่างนี้ครับ

                คุณสุทธิชัยสนใจเรื่อง "คุกศึกษา" กับวิถีชีวิตของพวกเรา ๔ แกนนำกับ ๑ ผู้ประสานงาน (โดยคุณสนธิถูกจองจำในเรือนจำกลางคลองเปรม) ในช่วงอยู่ในคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ระยะเวลาสั้นๆ ๘๗ วัน ได้กินได้นอนกับนักโทษเสมอกัน โดยไม่ได้รับความพิเศษใดๆ นอกจากการให้เกียรติซึ่งกันและกันของเพื่อนนักโทษกับผู้คุมทุกระดับ จนถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ด้วยความสำนึกว่าเราไม่ได้เป็น "อาชญากร" ที่ "ก่ออาชญากรรม" เราเป็น "นักโทษการเมือง" ที่ไม่ถูกระบุไว้ในกฎหมาย แต่ใช้วิธีจองจำเราด้วยข้อหาในคดีอาญา "บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์"

                "คุกศึกษา" เป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากการเห็นสภาพของนักโทษที่ต้องคดีต่างๆ จากกลไกรัฐที่ส่งต่อๆ กันมา ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา และแรงกดดันจากความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ปรากฏแบบเดียวกับข้อความในหนังสือ "The Spirit Level" ที่ผมพกฉบับภาษาไทยเข้าไปอ่านในคุกพร้อมกับหนังสือ "Sapians: A Brief History of Humankind"

                การได้พูดคุยกับเพื่อนนักโทษและผู้คุม ได้กินได้นอนบนพื้นปูนกับผ้าห่มสามผืน ในห้องนอนชั้น ๒  ที่ร้อนอบอ้าวในตอนหัวค่ำ ได้อาบน้ำในอ่างกลางแจ้งร่วมกัน ได้เข้าห้องน้ำแถวยาวกลางแจ้งร่วมกัน  มันซึมซับลึกเข้าไปในจิตสำนึกของผม จนคิดว่าจะหาทางออกด้วยการหาความจริงให้ได้ จากความอยุติธรรมไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร

                ผมขอเตือนสติสังคมว่าเรามีมวลมนุษย์ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ถูกคุมขังอยู่ ด้วยข้อหาต่างๆ กัน ถึงแม้หลายคนก็เหมาะสมที่ถูกลงโทษแล้วก็ตาม แต่ท้ายสุดเขาต้องถูกปล่อยตัวออกมาอยู่ในสังคมร่วมกับพวกเรา ถ้าเราไม่สนใจเขา ปฏิเสธเขา ทางเลือกการใช้ชีวิตของเขาก็จะตีบตัน กดดันให้เขาต้องทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และก็พวกเราประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคนนั่นเองที่จะได้รับผลกระทบ

                ผมจึงบอกกับคุณสุทธิชัย หยุ่นว่า เอาคนเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกันมาเปิดใจด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ที่เป็นบรรยากาศเสรีภาพของการเรียนรู้ ไม่มีบรรยากาศของอำนาจนิยม หรือบรรยากาศของระบบราชการครอบงำ เพียงแค่ส่งแบบสอบถามและเข้าไปเยี่ยมในคุกที่พวกเราเรียกว่า "ผักชีโรยหน้า" นั้น ควรเลิกได้แล้ว ตอนผมอยู่ในคุกได้เห็นผักชีหลายต้นในหลายครั้ง

                สิ่งที่พบในคุกคือผู้ที่ไม่ได้รับการประกันตัว ในคดีที่ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการสืบพยานในศาล ทำให้สิทธิต่างๆ ในฐานะจำเลยผู้ต้องคดี จะไม่ได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ในการสู้คดี อย่างล่าสุดที่มีการอภัยโทษก็ไม่ได้สิทธิ การเลื่อนชั้นที่มี ๖ ขั้นก็ไม่ขยับ การทำความดีที่จะได้ลดโทษก็หมดไป ทำให้คนเหล่านี้ต้องมาถูกจองจำ จึงต้องพึ่งพิงนักกฎหมายในคุกที่เป็นทนายความ ให้ต้องรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคดีความ  นักโทษเรียกคนคนนี้ว่า "เฮียเฉลิม" แกเป็นทนายความที่ต้องคดีปิคนิค

                ทุกเช้า "เฮียเหลิม" มีหน้าที่ต้มน้ำร้อนแจกจ่ายนักโทษหน้าโรงอาหาร เพื่อให้พวกเรานำไปชงกาแฟ หรือต้มมาม่าคัพ ต้มโจ๊กคัพ เสร็จเรียบร้อยแกก็จะเปิดคลินิกตรวจวัดความดันหัวใจให้กับคนที่จะไปตรวจโรคที่สถานพยาบาล หรือคนแบบผมที่จะขอดูความดันหัวใจของตัวเองทุกเช้าหลังเดินออกกำลังกาย ๓ กม.ได้ตามสภาพร่างกายของตัวเองถูก

                คิวทุกเช้าจะยาวนับสิบคน หลังจากนั้นแกก็นั่งกินอาหาร ดื่มกาแฟในโรงอาหาร อยู่จนถึงบ่ายเพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และยกร่างคำร้องต่อศาล

                ผมเองวัดความดันหัวใจเสร็จก็มานั่งกินมาม่าคัพ บางครั้งก็โจ๊กคัพ มีขนมปังกับปลาทูน่า ไข่ต้ม ๑  ฟอง หลังจากดื่มนมสด ๑ แก้ว และน้ำมะขือเทศ ตามด้วยกล้วยหอม ๑ ลูก แล้วเอาเปลือกมาทาหน้า ตามคำแนะนำของ "ทอม ดันดี" (ซึ่งโดนมาตรา ๑๑๒) ว่าเปลือกกล้วยหอมมีสารบางตัวที่ทำให้หน้าตาเนียนขึ้น อาจารย์สมเกียรติมาแจมกินอาหารเช้าด้วยกัน ส่วนคุณสมศักดิ์มากินก่อนแล้ว ส่วนยะใสจะนั่งดื่มกาแฟกับมาม่าคัพร่วมกับเพื่อนนักโทษที่มาปรึกษาปัญหาครอบครัว และปัญหาอื่นๆ ที่ลานกลางแจ้ง ใสเป็นคนที่นักโทษเข้าหามากกว่าพวกเรา ด้วยวัยและนิสัยชอบช่วยเหลือผู้คน

                ผมดื่มนมก็เพื่อให้ท้องขับถ่ายได้คล่อง อาจารย์สมเกียรติมักใช้ยาขับถ่ายช่วยบ้าง การขับถ่ายของคนคุกต้องพยายามให้ถ่ายในตอนกลางวัน ในส้วมแถวยาวกลางแจ้ง เห็นหน้าเห็นตากัน ผมเองก็จะอ่านหนังสือขณะขับถ่าย ไม่ต้องสบตาใครๆ ที่เดินผ่านหน้าเราไปมา

                มีเรื่องเล่าว่าบางคนปรับตัวไม่ได้ ต้องหาผ้ามาบังหน้า แต่ที่ใช้ผ้าบังตอนเปลี่ยนผ้าอาบน้ำ เห็นมีคนเดียวที่เป็น "ชายสาว" มีนม "ซิลิโคน" ต้องให้เพื่อนใช้ผ้าเป็นฉากบังเพื่อเปลี่ยนเสื้อท่อนบน ถึงเธอเป็นชายก็ยังมีความอายในความเป็นสาวของเธออยู่ และอยากมีผัวเพื่อดูแลเธอ พยายามขอย้ายแดนก็ไม่สำเร็จ มาขอให้พวกเราช่วยเจรจากับผู้คุมให้ด้วย.

                                                                (อ่านต่อพรุ่งนี้) 


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต