บันทึกไว้...คำอบรม ส.ส. ของชวน หลีกภัย : อย่าเบ่ง!


   

                คุณชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร “อบรม” นักการเมืองเรื่องจริยธรรมและความประพฤติกัน เหมาะควรจะได้ชัดเจน

                พูดสั้นๆ คือสั่งสอนให้ผู้แทนราษฎรอย่า “เบ่ง” ใส่ชาวบ้าน

                สอนว่าไปถึงสนามบินช้าอย่าได้ขอให้กัปตันรอ ผู้โดยสารนับร้อยต้องได้รับความไม่สะดวก เพราะคนที่อ้างว่าเป็น “ผู้แทนผู้ทรงเกียรติ”

                สอนว่าอย่าเป็นหนี้สายการบิน เพราะเขาต้องทวงมาที่สภา และหากค้างหนี้ไว้ หากได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกตรวจสอบ ทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียง

                (ความจริง ไม่ต้องรอให้เป็นรัฐมนตรีก็ต้องถูกตรวจสอบแล้ว)

                สอนว่าอย่า “เอาเปรียบรัฐ” ด้วยการให้ผู้ติดตามใช้สิทธิ์ขึ้นรถไฟที่ตัว ส.ส.เองไม่ได้ไปด้วย เพราะเป็นเรื่องผิดกฎกติกา

                สอนว่าหากเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องทำงาน อย่าหนีไปช็อปปิ้งจนเป็นที่ติฉินนินทาของคนทั้งหลาย

                ที่ประธานสภาฯ ต้องสอน ส.ส.เหมือนเด็กนักเรียนอย่างนี้ เพราะภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสภาระยะหลังนี้เสื่อมเสียมากขึ้นทุกวัน ความนับถือต่อสถาบันสภามีแต่จะเสื่อมทรุด

                คุณชวนบอกว่าที่ยอมมาเป็นประธานสภาฯ อีกรอบหนึ่ง ทั้งๆ ที่อายุ 80 แล้วก็เพราะอยากจะมาช่วยฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของ ส.ส.

                จึงเป็นที่มาของคำสอนสั่งจากประธานสภาฯ เมื่อวันก่อน

                ผมนำเอาบางตอนของคำพูดของคุณชวนมาบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างนี้ครับ

                “การใช้สิทธิพิเศษของสมาชิก ส.ส. ว่า จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะในอดีตเกิดปัญหามาก แต่สภานี้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก ขอเรียนเรื่องใช้สิทธิโดยสารเครื่องบินว่า ขณะนี้ที่สภามีบริษัทตัวแทนสายการบิน 3 สาย คือ แอร์เอเชีย นกแอร์ และการบินไทย มาประจำสภาเพื่อให้บริการสมาชิก แต่มีการทวงเงินจากสมาชิกชุดก่อน และคืนเงินไปพอสมควร แต่สายการบินอื่นที่ไม่มีข้อตกลงกับสภาเป็นพิเศษ ว่าต้องมีเจ้าหน้าที่มานั่งประจำ โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาบอกกับตนว่าเราสามารถโดยสารได้โดยการนำใบเสร็จมาเบิกเงิน แต่ไม่ใช่ว่าขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะสภาจะเป็นผู้จ่ายให้เขาจึงคิดเต็มที่

                ดังนั้นเมื่อเราจองตั๋วเครื่องบินแล้วต้องเดินทาง ถ้าไม่เดินทางต้องยกเลิก เขาให้สิทธิ์ในการเลื่อน แต่ไม่ได้ให้ยกเลิกเพื่อไม่ให้บัตรของเขาเสีย ถ้าเราไม่เดินทางเราต้องจ่ายเงิน เพราะเขาจะคิดค่าโดยสารเต็ม แต่สภาไม่ได้จ่าย ซึ่งมีตัวเลขอยู่ในมือที่อดีตสมาชิกเป็นหนี้ บางคนเป็นแสนๆ บาท ถ้าเป็นภาครัฐเขาคงไม่ทวง เช่น รถไฟที่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เอกชนเขาอยู่ได้ด้วยต้นทุน ดังนั้นถ้าเขาไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้กำไรหรือต้นทุน เขาก็มีปัญหา เขาก็เคี่ยวเข็ญให้สภาทวงให้เขา ซึ่งเลขาธิการสภาฯ ก็เกรงใจสมาชิก แต่ตนก็บอกว่าจะต้องทวงให้ เพราะเขาเป็นภาคธุรกิจที่สมาชิกต้องรับผิดชอบ สภาจะไม่รับผิดชอบ

                ทุกคนต้องระวังอย่าให้เกิดกับตัวเอง เพราะวันหนึ่งเขาเสนอท่านเป็นรัฐมนตรี มีคนรู้ว่าท่านเป็นหนี้ค่าเครื่องบินแล้วไม่คืน เขาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ค่าเครื่องบินไม่เท่าไหร่ยังไม่คืนเลย ดังนั้นเราต้องป้องกันไว้ แม้สมาชิกจะมีสิทธิ์ก็ตาม ซึ่งเรื่องเครื่องบินขอเรียนเป็นพิเศษว่าเขามาทวงที่สภาใหม่ ผมก็คุยส่วนตัวกับเขาก่อนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ รู้สึกจะมีบริษัทหนึ่งบอกว่ามีประมาณ 5 ล้านบาท เมื่อไปดูรายชื่อบางท่านคงไม่มีเจตนาหรืออาจจะไม่รู้ แต่มาคืนแล้วก็ไม่กี่พันบาท แต่บางคนเป็นหมื่นบาท เป็นแสนบาท เป็นแสนๆ บาท ดูรายชื่อแล้ว ส.ส.ก็ไม่ได้จน มีฐานะ เข้าใจว่าอาจจะมองข้ามความสำคัญไป ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นปัญหาขึ้นมาหากได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี หากมีการตรวจสอบขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองด้วย

                สำหรับเรื่องรถไฟ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นปัญหาร้ายแรงมากคือใช้สิทธิ์โดยให้คนอื่นไปใช้แทน ซึ่งการใช้สิทธิ์โดยสารรถไฟ สมาชิกจะสามารถมีผู้ติดตามได้ 1 คน แต่เครื่องบินไม่มี ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตที่เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดการให้คนอื่นไปใช้สิทธิ์แทนอีก แต่ความจริงคนนั้นจะไปใช้สิทธิ์ได้ต่อเมื่อเจ้าของบัตรคือ ส.ส.ต้องเดินทางแล้วผู้ติดตามก็ไปด้วย แต่ผู้ติตตามไปโดยที่ ส.ส.ไม่ได้ไปด้วยอย่างนี้ไม่ได้ รวมทั้ง บขส.ก็เช่นเดียวกันมีพฤติกรรมเช่นนี้หลายครั้ง โดยเจตนาพูดง่ายๆ คือเอาเปรียบรัฐ ให้คนของตัวเองไปใช้สิทธิ์ทั้งที่รู้ว่าไม่ถูก แต่ยังทำ ซึ่งไม่มีใครดำเนินคดี แต่ถ้าถูกดำเนินคดีก็จะมีปัญหาเรื่องปลอมแปลงเอกสาร หรือนำเอกสารเท็จไปแสดง เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ตนเห็นมามากในอดีต ดังนั้นคิดว่าสภาชุดนี้ทั้ง 500 คน จะต้องไม่เกิดสิ่งนี้ขึ้น เมื่อสิ้นวาระของสภานี้คงไม่มีองค์กรเหล่านี้ส่งชื่อมาทวงหนี้ เพราะเราไปทำผิดเงื่อนไข

                การที่นำเรื่องนี้มาพูด เพราะคิดว่าสำคัญต่อเรื่องของพฤติกรรม ส.ส. อาจจะเป็นเรื่องบวกลบ แต่ผมได้เจอกัปตันบนเครื่องบินบางท่านเกรงใจไม่กล้าพูด แต่บอกว่าเขาเจ็บปวดที่สั่งให้รอทั้งที่ผู้โดยสารเต็มลำต้องรอนักการเมืองที่มาไม่ทัน เป็นเรื่องเกิดขึ้นจริงในบางครั้ง แต่ก็ไม่มากนัก แต่หนักสุดที่เป็นเรื่องอันนี้เห็นใจเพื่อน ส.ส. เพราะไปไม่ทัน เนื่องจากสายการบินปิดการแสดงตนไปแล้ว จึงไม่สามารถให้สมาชิกขึ้นเครื่องบินได้ ก็ได้โทรศัพท์มาหาเลขาธิการสภาฯ ตอนตี 5 กว่า ว่าบินไม่ได้ เนื่องจากสายการบินไม่ยอม ตนไม่มีเจตนาจะเข้าข้างใคร แต่คิดว่าสายการบินเขาทำถูกแล้ว เพราะถ้ายอมรอให้เราคนเดียวแล้วผู้โดยสารอีกเป็นร้อยๆ คนก็จะเรียกร้องอย่างเดียวกันนี้บ้าง สายการบินนั้นก็อยู่ไม่ได้”

                เมื่อได้รับฟังคำ “อบรม” อย่างนี้ ต่อไปนี้ประชาชนจะจับตาตรวจสอบทุกฝีเก้าของนักการเมืองครับ

                ทราบแล้วเปลี่ยน!.