'โบว์'ไปพูดที่ฝรั่งเศส ความโกรธแค้น'จ่านิว'เกิดจากการปั่นกระแสใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกล้มเจ้า


   

2 ก.ค.62-น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เปิดเผยเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้กล่าวปาฐกถาในงานสมัชชาประชาธิปไตย ซึ่งจัดโดยสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน นำโดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า เนื้อหาสำคัญประกอบด้วยการพูดถึง ”ระบอบประยุทธ์” หรือระบอบ คสช.ภาคสอง และการนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยเพื่อปิดฉากอวสานให้กับอำนาจเผด็จการ 

น.ส.ณัฏฐา เปรียบระบอบประยุทธ์กับระบอบมาเฟีย ซึ่งมีกองกำลังและกฎที่ตั้งขึ้นเอง โดยในปัจจุบันอำนาจ คสช.ที่เคยมีตามมาตรา 44 เช่นคำสั่งที่ทำให้สามารถเรียกคนไปสอบสวนโดยปราศจากการตั้งข้อหา จะถูกถ่ายโอนให้กอ.รมน. ทำให้ยังสามารถควบคุมประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะทั้งตำรวจ ทหาร อัยการ จะอยู่ใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี ส่งผลเสียต่อการตรวจสอบและการถ่วงดุล “นั่นหมายความว่าหากผู้ถูกตั้งข้อหาเป็นบุคคลที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ก็ยากจะได้รับความเป็นธรรม” 

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ทางออกจากระบอบนี้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปกองทัพให้ออกจากการเมือง โดยพลังร่วมของภาคการเมืองและประชาชน แต่จะทำอย่างนั้นได้ประชาชนต้องมีความเห็นพ้องกันในภาพของปลายทางที่เป็นประชาธิปไตย ในวันนี้หลายคนเอาคำว่าประชาธิปไตยมาใช้เป็นคำด่ากันเช่น ”พวกบ้าประชาธิปไตย” นั่นหมายความว่าฝ่ายต่างๆ ยังมีนิยามของคำว่าประชาธิปไตยที่ไม่ตรงกัน หลายคนคิดว่าประชาธิปไตยคือการทำอะไรก็ได้ ไม่เข้าใจว่าเป็นระบอบที่ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ทุกความเห็นต่างมีพื้นที่สำหรับการรับฟัง วันนี้เราต้องสร้างความเข้าใจคำว่าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม เพื่อให้เกิดบทสนทนาที่เข้าใจกันมากขึ้น และทำให้เข้าใจว่าภาพของสังคมประชาธิปไตยนั้นจะเป็นผลดีกับทุกคนที่จะมีสิทธิมีเสียงและร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่าปัญหาเฉพาะหน้าวันนี้คือการที่สังคมมีบรรยากาศของความเกลียดชังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ  เราจึงได้เห็นว่าหลังจากจ่านิวถูกทำร้ายแล้วมีผู้คนเกิดความสะใจนั้น อันที่จริงไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อตรวจสอบรัฐบาล คสช. หรือเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เพราะสิ่งเหล่านี้คงไม่อาจทำให้ใครคิดว่าจะทำร้ายกันอย่างชอบธรรมได้ แต่ความโกรธแค้นต่อตัวจ่านิวเกิดจากการสร้างเรื่องปั่นกระแสใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกล้มเจ้า ซึ่งสงครามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นนี้ไม่เป็นผลดีต่อสังคม สร้างความเข้าใจผิดโกรธแค้นและจะนำสู่ความรุนแรง เราจึงต้องตั้งสติอดทนอดกลั้นเพื่อให้เกิดการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ นำสติปัญญากลับสู่สังคม

“วันนี้ต้องให้ความสำคัญกับ Voice หรือเสียงที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ Noise ที่เป็นเสียงซุบซิบนินทาด่าว่าหรือแซะกันไปมาซึ่งจะไม่นำสู่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อไหร่คุยกันด้วยข้อเท็จจริงและนิยามที่ตรงกันก็จะเป็นไปได้ที่จะเกิดความเข้าใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมประชาธิปไตย” น.ส.ณัฏฐา กล่าว