การทูตเหนือความคาดหมาย!


   


    ต้องยอมรับว่าเฮียทรัมป์สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลกจริงๆ...ด้วยสไตล์การทูตที่ไม่เหมือนใคร 
    แค่เขียนข้อความขึ้นทวิตเตอร์เกริ่นลอยๆ ว่าไหนๆ เขาก็ไปเกาหลีใต้แล้ว ถ้าได้ทักทายสวัสดีกับน้องคิม จองอึน ตรงชายแดนก็น่าจะดีนะ
    ว่าแล้วเพื่อนรักมูน แจอิน แห่งเกาหลีใต้ก็เริ่มทำงานทันที 
    อีกทั้งทีมงานของทรัมป์ที่คุ้นเคยกับงานเกาหลีเหนือก็กระโดดขึ้นคอปเตอร์ไปตรงเส้นปลอดทหาร หรือ DMZ ตรงชายแดนเกาหลีเหนือกับใต้ตอนเที่ยงคืนของวันเดียวกัน
    เรื่องทั้งหมดประสานกันเพียง 12 ชั่วโมง
    ทรัมป์เขียนทวิตเตอร์ตอนเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของทรัมป์สองคน   (Stephen Biegun กับ Alison Hooker) ก็หายตัวไปจากงานเลี้ยงที่กรุงโซลเพื่อไปทำภารกิจลับ โดยที่เกาหลีเหนือส่งเจ้าหน้าที่มาประสานงานที่ Tongilgak หรือ Unification Pavillion ตรงเขตปลอดทหาร Panmunjom ตอนเที่ยงคืน
    เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือที่มาประกบเพื่อปูพื้นสำหรับงานใหญ่นี้น่าจะได้แก่ Kim Chang-son ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเลขาธิการของกรมงานกิจการแห่งรัฐและผู้ช่วยอีกสองสามคน
    จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเข้าสู่โหมดของการเตรียมให้คิม จองอึน ออกเดินทางจากเปียงยางมาที่ชายแดนเพื่อมาพบกับทรัมป์ที่ออกจากกรุงโซลมาพบกันเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ฉากใหม่จริงๆ
    ที่ว่าน่าตื่นเต้นก็เพราะเมื่อทรัมป์เหยียบดินแดนเกาหลีเหนือก็แปลว่าจะเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐ (ที่อยู่ในตำแหน่ง) จะเหยียบแผ่นดินของประเทศนั้น
    อีกด้านหนึ่ง มูน แจอิน แห่งเกาหลีใต้ ก็ไปพบกัน ณ จุดเดียวกัน สร้างประวัติศาสตร์อีกฉากหนึ่ง 
    นั่นคือผู้นำมะกัน, เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือมาพบกันเป็นครั้งแรกเช่นกัน
    เมื่อทรัมป์กับคิมเดินมาพบกันตรงจุดชายแดน สายตาทั่วโลกก็จับตามาที่ทั้งสองคน 
    ทรัมป์กับคิมถ้อยทีถ้อยชื่นชมกัน ต่างก็กล่าววลีที่ต้องการเห็นสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี ตกลงกันว่าจะตั้งกรรมการชุดใหม่เพื่อเจรจาเรื่องลดอาวุธนิวเคลียร์ของโสมแดง เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเปียงยาง
    คิมบอกทรัมป์ผ่านล่ามว่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะพบท่านที่นี่”
    ทรัมป์ตอบว่า “ผมถือเป็นเกียรติที่ได้มาพบกันที่นี่”
    “ตอนแรกผมคิดว่าจะคุยกันแค่ 2 นาที แต่เอาเข้าจริงๆ ก็คุยกันถึง 50 นาที” ทรัมป์บอกหลังการคุยกับคิมอย่างไม่เป็นทางการ
    แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าการเจรจาในรายละเอียดจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะการต่อรองที่ผ่านมาก็ล้มเหลวมาตลอด ทำให้การพบปะของสองผู้นำที่สิงคโปร์และฮานอยล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ณ จุดนี้เรื่องลีลาและสีหน้ามาก่อนเนื้อหา ขอพาดหัวก่อนแล้วจึงเขียนรายละเอียดของข้อตกลง
    เหตุเพราะทรัมป์กับคิมมี “เคมี” ตรงกันด้วยการให้ “ดราม่า” นำเนื้อหานั่นเอง!
    แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการกลับสู่การเจรจาในรายละเอียดของการยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และการระงับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยสหรัฐก็ไม่มีการรับรองได้ว่าผลสุดท้ายจะตกลงกันได้หรือไม่
    เริ่มมีข่าวล่าสุดบอกว่าทรัมป์กับคิมอาจจะเจอกันอย่างเป็นทางการรอบใหม่ที่สิงคโปร์ เพื่อประกาศข้อตกลงที่กำลังให้ระดับทำงานทั้งสองฝ่ายลงมือต่อรองกันในรายละเอียด
    แต่ที่แน่ๆ คือคิม จองอึน ได้ชัยชนะทางการเมืองและการทูตไปเรียบร้อยแล้ว
    มีผู้นำประเทศไหนที่จับมือกับสี จิ้นผิง, วลาดิเมียร์ ปูติน, และโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างมีสีสันได้อย่างคิม จองอึน บ้าง
    เมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ไม่มีใครคบหา เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศเผด็จการ, ผู้นำโหดเหี้ยมต่อประชาชนของตน, สั่งสมอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นเป้าการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ
    ทุกวันนี้เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
    แต่ใครต่อใครก็ต้องการจะจับมือกับคิม
    นั่นย่อมแปลว่านโยบายการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถูกต้องแล้ว เพราะหากเปียงยางไม่มีอาวุธร้ายแรงเช่นนั้นคงไม่มีใครใส่ใจต่อรองเจรจากับคิมน้อยเป็นแน่
    วันนี้การเมืองโลกปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ผู้นำไทยตามไม่ทันหรือวิเคราะห์สถานการณ์ผิดก็จะเกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติได้แน่นอน.