
เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมการศาสนา (ศน.) ร่วมกับองค์การ ทางศาสนาจัดประชุมเสวนา 5 ศาสนาเรื่อง “การศึกษาและเผยแผ่ศาสนาในสังคมยุคดิจิทัล”โดยมีผู้นำศาสนาและศาสนิกชน 5 ศาสนา ได้แก่ พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์เข้าร่วม โดยนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดี (ศน.) กล่าวว่า จากการที่สื่อโซเซียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการนำเสนอข่าวสารทั้งทางบวกและลบได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีบางกลุ่มนำประเด็นทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือให้ร้ายกัน ตลอดจนการเผยแผ่หลักคำสอนที่บิดเบือน ดังนั้น ศน.จึงประสานงานกับผู้นำทั้ง 5 ศาสนามาหาแนวทางสร้างความรู้ความเข้าใจและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น จากการสำรวจพบว่า ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นมี 2 เรื่องหลักคือ 1.เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนา และ 2. การบิดเบือนคำสอน
นายมานัส กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการบิดเบือนคำสอนอย่างมากเนื่องจากมีการใส่ความคิดแบบผิดๆ ให้กับคนเมื่อมีการส่งต่อข้อมูลไปยังสื่อต่างๆ และผู้รับนำไปถ่ายทอดต่อก็ยิ่งสร้างความเข้าใจผิดมากขึ้น ดังนั้นที่ประชุมจึงย้ำให้ผู้นำแต่ละศาสนาไปสร้างความเข้าใจกับศาสนิกชนโดยเฉพาะการส่งต่อข้อมูลผ่านสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยัง ศน. จะส่งเสริมการจัดกิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของศาสนามากยิ่งขึ้น อาทิ การจัดกิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ศาสนมงคล 5 ศาสนา ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ พร้อมทั้งจะนำข้อเสนอแนะของทั้ง 5 ศาสนาเสนอต่อรัฐบาล ตามคำสั่งของคณะรักษาความแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา ซึ่งศน.และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ร่วมเป็นเลขานุการสรุปผลการแก้ไขปัญหาด้านศาสนาทุกๆ 3 เดือน
พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผอ.วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า เด็กรุ่นใหม่มากมายที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบไม่รู้เท่าทัน ไม่มีสติ ส่งผลให้สังคมเกิดความวุ่นวายทางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งศาสนาและการศึกษาจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คนรู้เท่าทันสื่อ โดยต้องวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่ใช้สื่อ อย่างมีสติต้องสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลไม่ให้ตกเป็นทาสเทคโนโลยีการสื่อสาร มีสติบริโภคสื่อ โดยเฉพาะการบิดเบือนข้อมูลทั้งด้านศาสนาและด้านอื่นๆ เพราะที่ผ่านมามีการใช้โซเชียลมีเดียกล่าวร้ายระหว่างศาสนา ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ทางรัฐบาลจึงห่วงใย ถึงการใช้เทคโนโลยีมาห้ำหั่นศาสนิกแต่ละศาสนาให้เกิดความแตกแยก ดังนั้น การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการศึกษายุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องทำให้คนรุ่นใหม่มีสติ มีขันติธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอน หากเรามีสติ มีความอดทนไม่หวั่นไหวไม่คล้อยตามสื่อที่บิดเบือนไม่เหมาะสมก็จะป้องกันให้สังคมไม่เกิดปัญหาได้
นายประสาน ศรีเจริญ ผู้แทนศาสนาอิสลาม กล่าวว่า ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการศึกษาตลอดชีวิตเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งการศึกษาไม่ได้เพื่อรู้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อสังคม ทำให้มีความเข้าใจความเป็นคนของเราเอง รวมถึงเข้าใจผู้อื่นด้วย เพราะการปฏิบัติเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา ซึ่งในยุคนี้ การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเหมือนดาบสองคม มีทั้งประโยชน์ และโทษ สิ่งที่เห็นไห้ชัดเจน จากปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นมาจากการโพสต์ ของคนที่ทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดี ดังนั้น จึงควรร่วมมือกันสร้างเครือข่ายคุณธรรมออนไลน์ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นต้องเข้ามาช่วยทั้งในด้านการตรวจสอบ และดูแลให้มากด้วย
มุขนายก ยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ผู้แทนศาสนาคริสต์ กล่าวว่า ยุคปัจจุบันสังคมไทยอยู่ในยุคเสื่อมคุณธรรมจริยธรรม ยิ่งมีพลเมืองมากขึ้น ปัญหาก็มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งในยุคดิจิทัล เป็นยุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้น ถ้าไม่เลือกรับ จะได้สิ่งที่เป็นขยะ สิ่งที่มัวเมา และได้ของปลอม โดยปราศจากการกลั่นกรอง ในส่วนศาสนาคริสต์ มีหลักสอนให้มีการศึกษาเพื่อชีวิต ซึ่งหน้าที่ของเรา จำเป็นจะต้องได้รับการศึกษาตลอดชีวิต แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ในประเทศไทย บัณฑิตจำนวนมาก จบปริญญามา แต่ก็ไม่มีสติปัญญา ดังนั้นจึงต้องพยายามหาทางทำให้การศึกษา นำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ส่วนสำคัญคือ จำเป็นต้องมีการศึกษาด้านศาสนาควบคู่ไปกับการศึกษาสามัญ เพราะในมิติศาสนามีกฎเกณฑ์ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งอยู่เหนือกฎหมาย ดังนั้นในโรงเรียน ควรสร้างคลังความรู้และปัญญาให้เกิดกับเยาวชนไทยตั้งแต่ต้น และ ครูก็ควรเป็นต้นแบบที่ดีให้กับนักเรียนด้วย
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |