การเมืองเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมือง!


   

     หากคุณคิดว่าเมื่อเรามีคณะรัฐมนตรีใหม่แล้ว และได้ร่วมกันร่างนโยบายเพื่อแถลงต่อรัฐสภาแล้ว  ทุกอย่างก็คงจะเข้าที่เข้าทาง ต้องคิดใหม่ครับ
    เพราะนโยบายที่ร่างกับการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
    ยิ่งเมื่อเห็นการวางตัวรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ตามระบบโควตาของพรรคการเมือง มิใช่ตามประสบการณ์และความสามารถของผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นั้นๆ แล้ว ก็ยิ่งชัดเจนว่าปัญหาหลัก ๆ ของบ้านเมืองจะยังไม่หายไปไหน
    อาจแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ
    เพราะหากการบริหารบ้านเมืองเป็นไปตามแนวโน้มที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราคงไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศได้ในอนาคตอันใกล้นี้ค่อนข้างแน่นอน
    เพราะเรายังไม่เห็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ภาพรวม รวมถึงแผนการทำงานที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาหลักๆ ของบ้านเมืองเลย
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำของคนรวยกับคนจน
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "กับดักรายได้ปานกลาง"
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ
    ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในสังคมของคนต่างวัย ต่างความคิดทางการเมืองและต่างแนวทางปฏิบัติในสังคม
    เมื่อเราพึ่งนักการเมืองไม่ได้ เราหวังในคุณภาพของข้าราชการได้หรือไม่
    คำตอบก็คือว่าข้าราชการดีๆ ที่มีความสามารถมีอยู่ไม่น้อย แต่พวกเขาและเธอไม่มีโอกาสได้ทำงานเต็มที่ เพราะนักการเมืองต้องการให้ข้าราชการมารับใช้ตนเอง มิได้ให้ข้าราชการที่มีความรู้และประสบการณ์ทำงานได้อย่างเสรีและเต็มกำลัง
    นักการเมืองต้องการใช้ข้าราชการเป็นแขนขา ไม่ได้ต้องการใช้สมองของพวกเขา
    และเมื่อการเมืองขาดเสถียรภาพ ข้าราชการจำนวนหนึ่งก็จะเกิดอาการ "เกียร์ว่าง" เพราะรู้ว่าอีกไม่นานก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลง 
    พวกที่ "อยู่เป็น" ก็จะอยู่นิ่งเฉย เพราะการไม่ทำอะไรก็ไม่เกิดความผิดพลาด ไม่เจ็บตัว รอให้เปลี่ยนเจ้านายแล้วค่อยปรับตามทิศทางลม
    นี่เป็นปัญหาของระบบข้าราชการของเรามาช้านาน
    คนดีคนเก่งในระบบราชการไม่มีที่ยืน คนไร้ประสิทธิภาพสามารถซ่อนตัวในซอกหลืบ เอาตัวรอดไปวันๆ ส่วนพวกประจบสอพลอก็วิ่งเต้นรับใช้นักการเมืองเพื่อแสวงหาโอกาสสร้างความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง
    ความหวังจึงอยู่ที่เอกชนและนักวิชาการต้องเป็นกลไกของสังคม ที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้เกิดผลของนโยบายที่ดีที่เหมาะสมในทางปฏิบัติ
    องค์กรเอกชน เช่น หอการค้า, สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคาร รวมไปถึงกลุ่มก้อนทางธุรกิจและสังคมและหน่วยงานที่ไม่ใช่ข้าราชการ (รวมถึงเอ็นจีโอทั้งหลาย) จะต้องรวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ต้องการเห็นการเมืองที่มีคุณภาพตามความคาดหวังของประชาชน
    ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วก็ต้องการเห็นว่าคำว่า "ประชาธิปไตย" เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ ไม่ใช่เป็นเพียงเกมของนักการเมืองที่เอาผลการหย่อนบัตรนั้นมาต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนมากที่สุดอย่างที่เราเห็นกันขณะนี้
    แต่หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมยังขาดความเป็นตัวของตัวเอง 
    บางส่วนยังแอบอิงกับอำนาจรัฐ และผู้บริหารสมาคมเหล่านั้นบางคนก็เข้ามาร่วมกิจกรรมเพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองหรืออุตสาหกรรมของตนเท่านั้น มิได้มีจิตใจสาธารณะที่จะทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม
    อีกทั้งเมื่อกรรมการขององค์กรเอกชนเหล่านี้บางคนได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาบ้าง เป็นที่ปรึกษาของนักการเมืองบ้าง ก็ทำให้พลังที่เอกชนพึงมีนั้นกลับอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลงไปอย่างเห็นได้ชัด
    แต่สังคมไทยท้อไม่ได้ ยอมให้ความผิดหวังครอบงำไม่ได้ จำเป็นต้องปลุกความสำนึกของเอกชนและนักวิชาการที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวม ให้หันมาเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและร่วมกันวิเคราะห์อย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางของนโยบายเพื่อสามารถแก้ปัญหาหนักหน่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ให้ได้
    ประชาชนต้องรวมตัวกันจัดระบบการทำงานเพื่อกระตุ้นผู้แทนของตนในสภาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
    สถาบันวิจัยและวิชาการเอกชนและมหาวิทยาลัยจะต้องวิจัยและศึกษาปัญหาหลักๆ ของบ้านเมือง เพื่อให้ได้บทสรุปบนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ จากนั้นนำเสนอให้รัฐบาลและสภาได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องและจริงจัง
    เราไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่นานกี่เดือนหรือกี่ปี แต่ที่เรารู้แน่นอนก็คือว่าปัญหาของประเทศไม่ได้ขึ้นลงและผลุบโผล่เหมือนการเมือง
    ท้ายที่สุดบ้านเมืองจะอยู่รอดได้นั้น เราไม่อาจหวังพึ่งนักการเมืองแต่เพียงกลุ่มเดียว
    ประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพที่แท้จริง คือการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังทั้งก่อนการหย่อนบัตรและหลังการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
    ไม่ว่าคนที่เราเลือกจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม
    สัจธรรมการเมืองข้อหนึ่งที่ต้องนำมาอ้างอิงเพื่อเตือนคนไทยเสมอคือว่า
    "การเมืองเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองเท่านั้น"
    Politics is too important to be left to the politicians.
    ทราบแล้วเปลี่ยน!


เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่าในส่วน "งบกองทัพเรือ"

ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?