แก้ปากท้องก่อนชำเรารธน.


   


    นักการเมืองฟังไว้ ซูเปอร์โพลเผย ประชาชนส่งเสียงให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นิด้าโพลบอกคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน เพราะการได้มาของนายกรัฐมนตรีและ ส.ว.ไม่เป็นประชาธิปไตย 
    เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2562 สำนักโพลหลายสำนักได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการเตรียมเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการในอีกไม่วันข้างหน้าของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
    เริ่มที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,188 คน ระหว่างวันที่ 10-13 กรกฎาคม 2562 สรุปผลได้ ดังนี้  
    เมื่อถามว่า ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องใดที่ประชาชนอยากฝากให้ ครม.ชุดใหม่เร่งดำเนินการ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขึ้นเงินเดือน ขึ้นค่าแรง 63.99%, อันดับ 2    แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร กระตุ้นการส่งออก     43.26%, อันดับ 3 แก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ กระจายรายได้     34.20%     
    ขณะที่ผลสำรวจดังกล่าว เมื่อถามว่าปัญหาการเมืองเรื่องใดที่ประชาชนอยากฝากให้ ครม.ชุดใหม่เร่งดำเนินการ อันดับ 1 ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้งบประมาณโครงการต่างๆ 56.32%, อันดับ 2    เล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้าย โจมตีกัน 33.91%, อันดับ 3 ช่วยกันปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 25.86%
    ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “รัฐธรรมนูญ 2560 จำเป็นต้องแก้ไขหรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,504 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 
    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.04 ระบุว่าจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน เพราะการได้มาของนายกรัฐมนตรีและ ส.ว. ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีความยุติธรรม ไม่แตกต่างกับการรัฐประหาร ขัดกับความต้องการของประชาชนในการใช้สิทธิเสรีภาพ เกิดความวุ่นวายขึ้นในสภา เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป อยากให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ 
    รองลงมา ร้อยละ 17.15 ระบุว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว ควรแก้ไขที่ตัวบุคคลมากกว่าแก้ที่รัฐธรรมนูญ, ร้อยละ 13.43 ระบุว่าควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยแก้ไข, ร้อยละ 10.90 ระบุว่าควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าควรแก้ไขหรือไม่ และร้อยละ 21.48 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
    โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า ควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยแก้ไข พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.56 ระบุว่าควรใช้รัฐธรรมนูญเป็นระยะเวลา 1 ปี รองลงมา ร้อยละ 23.76 ระบุว่าต่ำกว่า 1 ปี และ 2 ปี ในสัดส่วนที่เท่ากัน, ร้อยละ 3.47 ระบุว่า 3 ปี, ร้อยละ 2.97 ระบุว่า 5 ปีขึ้นไป และร้อยละ 2.48 ระบุว่า 4 ปี
    ผลสำรวจระบุว่า ในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าควรแก้ไขหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.29 ระบุว่าควรใช้รัฐธรรมนูญเป็นระยะเวลา 1 ปี รองลงมา ร้อยละ 27.44 ระบุว่า 2 ปี, ร้อยละ 21.34 ระบุว่าต่ำกว่า 1 ปี, ร้อยละ 4.27 ระบุว่า 3 ปี, ร้อยละ 2.44 ระบุว่า 4 ปี และร้อยละ 1.22 ระบุว่า 5 ปีขึ้นไป   
    ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เฉพาะผู้ที่ตอบว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน และควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าควรแก้ไขหรือไม่ และหรือค่อยแก้ไข) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.01 ระบุว่าประเด็นที่มาและอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รองลงมา ร้อยละ 42.90 ระบุว่าประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี, ร้อยละ 40.52 ระบุว่าประเด็นการปฏิรูปประเทศ, ร้อยละ 39.00 ระบุว่าประเด็นระบบการเลือกตั้ง ส.ส., ร้อยละ 25.24 ระบุว่าประเด็นแนวนโยบายแห่งรัฐ, ร้อยละ 0.54 ระบุว่าอื่นๆ ได้แก่ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่มาของ กกต. กฎหมายการจัดตั้งองค์กรอิสระ (ซึ่งขาดความยุติธรรม) ขณะที่บางส่วนระบุว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด และร้อยละ 5.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
    นอกจากนี้ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้ปากท้องก่อน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,093 ตัวอย่าง 
    โดยเมื่อถามถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเจออยู่ทุกวันนี้ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 79.9 ระบุค่าครองชีพสูง รายจ่ายเพิ่ม รายได้ลด รองลงมาคือ ร้อยละ 43.5 ระบุปัญหาหนี้สิน, ร้อยละ 38.1 ระบุปัญหาตกงาน งานไม่มั่นคง, ร้อยละ 38.0 ระบุค่ารถโดยสารขึ้นราคา, ร้อยละ 34.2 ระบุปัญหาสิทธิเสรีภาพทางการเมือง, ร้อยละ 33.9 ระบุขาดแคลนเงินทุน ด้านการศึกษาของคนในครอบครัว, ร้อยละ 32.5 ระบุปัญหาจราจร ความไม่ปลอดภัยทางถนน,  ร้อยละ 26.0 ระบุปัญหามลพิษ ขยะพิษ, ร้อยละ 23.9 ระบุอาชญากรรมและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ชุมชน และร้อยละ 18.7 ระบุปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชน ตามลำดับ
    ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงความต้องการแก้รัฐธรรมนูญก่อนหรือแก้ปัญหาปากท้องก่อน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.2 ต้องการให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน ในขณะที่ร้อยละ 25.8 ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญก่อน นอกจากนี้ เมื่อจำแนกออกตามจุดยืนการเมืองของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่ของทุกกลุ่มต้องการให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลมีสัดส่วนของคนที่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญก่อนมากกว่าคนในจุดยืนการเมืองอื่นๆ คือ ร้อยละ 41.4 ของคนที่สนับสนุนรัฐบาล,  ร้อยละ 24.0 ของคนไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 22.8 ของกลุ่มพลังเงียบต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญก่อน
    ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกออกตามกลุ่มคนเลือกพรรคการเมืองต่างๆ พบว่า กลุ่มคนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 81.3, พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 89.5  และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 89.4 คือกลุ่มคนที่ต้องการให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน มากกว่ากลุ่มคนเลือกพรรคพลังประชารัฐที่ต้องการแก้ปัญหาปากท้องก่อนที่มีอยู่ร้อยละ 53.8, พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 75.1 และพรรคอนาคตใหม่ร้อยละ 75.2 ในขณะที่กลุ่มคนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐจำนวนมากหรือร้อยละ 46.2 กลับต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนมากกว่ากลุ่มคนเลือกพรรคอื่นๆ  
    ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลโพลนี้มีนัยสำคัญว่า ปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาตกงาน งานไม่มั่นคง ปัญหาสิทธิเสรีภาพทางการเมือง และการขาดแคลนทุนการศึกษาของคนในครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองทุกพรรคเอาความจริงของความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นโจทย์ตั้งไว้ และแก้ไขให้ตรงโจทย์มากกว่าการตั้งเป้าโจมตีโค่นล้มกัน ถ้าสาธารณชนได้เห็นภาพของการจับมือกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และแกนนำฝ่ายค้าน น่าจะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองและกำลังใจสุขภาพจิตของประชาชนทั่วไปดีขึ้นได้บ้าง.


เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่าในส่วน "งบกองทัพเรือ"

ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?