ดันเปิด"ร้านขายนม- เขี่ยทิ้ง"ร้านเหล้า"ล้อมโซนนิ่งสถานศึกษา


   

 

 

ดันโซนนิ่งรอบสถานศึกษา "เปิดร้านนม มากกว่าร้านเหล้า" ในโครงการ”ร้านนมสร้างสุขสนุกได้ มันส์ได้ ไร้แอลกอฮอล์ “ เพื่อรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น  เพิ่มค่าเฉลี่ยความสูงทั้งชาย-หญิง

วันที่ 28 ก.พ. ณ ลาดวิคทอรี่ เกาะพญาไท แขวงอนุสาวรีย์ นายธนิตย์ เอกนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานอนุกรรมมการบริโภคนม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เครือข่ายมหาวิทยาลัยงดเหล้า มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในฐานะมหาวิทยาลัยปลอดเหล้า และภาคีเครือข่าย เปิดโครงการ”ร้านนมสร้างสุขสนุกได้ มันส์ได้ ไร้แอลกอฮอล์ “เพื่อรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น และส่งเสริมให้เขตโซนนิ่งรอบสถานศึกษา ร่วมกับปรับเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยง ให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ 

นายธนิตย์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการผลักดันให้เด็กไทยและคนไทยหันมาดื่มนมกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังมีค่าเฉลี่ยส่วนสูงน้อยกว่าเกณฑ์ คือ ผู้ชายมีค่าเฉลี่ยส่วนสูงที่ 167 ซม. และผู้หญิงมีค่าเฉลี่ยที่ 157 ซม.เท่านั้น ซึ่งก็มีเป้าหมายว่าภายในปี 2568 ผู้ชายต้องมีค่าเฉลี่ยส่วนสูงที่ 177 ซม. และผู้หญิงต้องมีค่าเฉลี่ยส่วนสูง ที่ 165 ซม.  โดยจะต้องมีการผลักดันให้คนไทยบริโภคนมให้ได้ 25 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยมีการให้งบประมาณดำเนินการนมโรงเรียน เพื่อให้เดฌกอนุบาล- ป.6 ได้ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 กล่อง จำนวน 1.2 ล้านบาท ครอบคลุมเด็กไทยจำนวน 1.7 ล้านคน และเพื่อให้การดำเนินการลดการดื่มเหล้าในนิสิต นักศึกษา เด็กมัธยม ลดน้อยลงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็มีกฏหมายควบคุมห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะ 300 เมตรรอบสถานศึกษาอยู่แล้ว  จึงกลายเป็นที่มาของโครงการที่มีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ร้านนมเข้าไปแทนที่ร้านเหล้าดังกล่าว 

“นอกจากนี้ยังได้มีการวางแผนส่งเสริมการดื่มนมในเด็กมัธยมและเด็กมหาวิทยาลัย โดยจะขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ตั้งจุดจำหน่ายนม(Milk Cornor) ภายใต้แบรนด์สมายด์ มิลล์ ในบริเวณโรงเรียนและมหาวิทยาลัย โดยจะขอให้โรงเรียนไม่เก็บค่าแผง  ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้สหกรณ์โคนมเป็นผู้นำไปดำเนินการ และอยู่ระหว่างหารือในขั้นตอนกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”นายธนิตย์ กล่าว. 

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า นิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่เป็นวัยรุ่น จะเป็นวัยที่ต้องการพื้นที่การแสดงออก สังสรรค์กับเพื่อนฝูง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบดื่มแอลกอฮอล์ แต่ชอบบรรยากาศในร้านเหล้า ดังนั้นเมื่อเกิดโครงการนี้ขึ้น สสส. ก็พร้อมให้การสนับสนุน เพราะเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มพื้นที่แสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ ซึ่งร้านนมอาจจะต้องเพิ่มกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กได้มีพื้นที่แสดงออก อาจจะเป็นการเล่นเกมส์ต่างๆ การร้องเพลง เป็นต้น และนอกจากนี้ก็อาจจะไม่ต้องกำหนดเวลาการนั่งเพื่อให้เด็กได้มีเวลาสังสรรค์กันอย่างเต็มที่   ทั้งนี้จากขอ้มูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน พบว่าสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของคนไทยใน 12 เดือนที่ผ่านมา ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปและกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ย ประมาณร้อยละ1.7 ต่อปี“ 

จากการศึกษาสถานการณ์ การติดตามการเปลี่ยนแปลงหลังการบังคับใช้กฎหมาย และผลกระทบของร้านเหล้ารอบสถานศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ของสาขาวิชาการสื่อสารการตลาด วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2560 พบว่า นักศึกษามีพฤติกรรมการดื่มแบบ group drinking    71% บอกว่าการมีร้านเหล้าเป็นเรื่องปกติ 68% มีทัศนคติบวกเพราะร้านเหล้าให้ความบันเทิง 68.8% ติดตามร้านเหล้าผ่าน สื่อ social media  ร้อยละ 93 ระบุว่าสถานศึกษาของตนมีร้านเหล้ารอบสถานศึกษาในระยะที่เดินถึง  ร้อยละ 70.2 นิยมเที่ยวร้านเหล้าแถวมหาวิทยาลัยของตนเอง ร้อยละ 68 ระบุว่า ไปเที่ยวร้านเหล้าแถวมหาวิทยาลัยครั้งแรกตอนเข้าเรียนปี 1 ทั้งนี้ ร้อยละ 46 เคยเกิดอุบัติเหตุหลังการดื่ม  ร้อยละ 31 ผลการเรียนตก จากการเมาและไม่สามารถไปสอบ/ลืมสอบ  ร้อยละ 45 เคยต้องขึ้น โรงพัก/มีคดีความจากการวิวาทหลังการดื่ม” รองผู้จัดการ สสส.กล่าว 

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากเปลี่ยนค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาเป็นค่านม โดยการเปลี่ยนร้านเหล้ามาเป็นร้านนมรอบสถานศึกษา จะเป็นเรื่องที่ดีมากซึ่งเครือข่ายงดเหล้าทั้ง 9 ภาค มีแนวคิดร่วมกันจัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยหวังปลุกกระแสการดื่มนม หรือเครื่องดื่มทดแทน ในการสังสรรค์  นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีมากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความพยายามกำหนดโซนนิ่ง โดยการใช้ ม.44 แต่ก็อยากให้มีการกำหนดนโยบายควบคุมให้ชัดเจนมากกว่านี้ เพราะแม้ว่าใน 10 ปีที่ผ่านมา ในการใช้กฎหมายควบคุมจะเห็นว่าการควบคุมดีขึ้น แต่ยังเห็นว่านักดื่มหน้าใหม่ ที่เป็นเป้าหมายของการควบคุม ยังเพิ่มมากขึ้นถึงปีละ 2 แสนคน และที่สำคัญอายุยังลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะภาคธุรกิจเล็งเห็นว่าเด็กและเยาวชนเป็นเหยื่อทางธุรกิจที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินการต่อไปได้ . 


"ตัวอะไรเอ่ย........... หางอยู่ไทย หัวไปส่ายอยู่นอกประเทศ?" ไม่ใช่หัวเดียวนะ แต่ "ทีเดียว ๒ หัว" เลย

ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร