วิกฤติฮ่องกง: จบอย่าง ประนีประนอมหรือนองเลือด?


   

                ประกาศเรียกร้องให้มีการ "ผละงานทั่วเกาะฮ่องกง" นี้ออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าการประท้วงของคนฮ่องกงเพื่อต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงและปักกิ่งนั้น กำลังบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบแบบประนีประนอมหรือนองเลือด

                มีคนถามว่ารัฐบาลจีนพร้อมจะลงมือปราบผู้ประท้วงแบบ "เหตุการณ์เทียนอันเหมิน" ปี 1989 ซึ่งลงเอยด้วยการสังหารผู้ประท้วงเป็นจำนวนมาก

                หรือจะเป็นการต่อรองเจรจาเพื่อหาทางออกที่สันติ

                ไม่มีใครให้คำตอบในวันนี้ อยู่ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะตัดสินใจเดินแนวทางไหน

                เพื่อนชาวฮ่องกงของผมส่วนใหญ่มองโลกในแง่ค่อนข้างร้าย เพราะมองไม่เห็นหนทางของการเจรจาแบบถ้อยทีถ้อยเข้าใจกัน

                เพื่อนคนหนึ่งตอบคำถามของผมด้วยประโยคที่ว่า

                "ผมยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำเลย...สถานการณ์เลวร้ายลงทุกวัน"

                เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฝ่ายต่อต้านออกมารณรงค์อย่างเข้มข้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 9 ของการก่อหวอด เพื่อกดดันให้รัฐบาลต้องยอมตามเงื่อนไขของตน 5 ข้อ

                1.ถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างถาวร ไม่เพียงแค่ระงับการพิจารณาเท่านั้น

                2.ยกเลิกข้อหาจลาจลต่อผู้ประท้วง (โทษจำคุกสูงถึง 10 ปี)

                3.ปล่อยและนิรโทษกรรมผู้ถูกจับทั้งหมด ให้ถือว่าเป็นคดีการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรม

                4.ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลฮ่องกงหรือปักกิ่ง

                5.ขอให้ประชาชนชาวฮ่องกงมีสิทธิ์เสียงในการเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ส.เท่าเทียมกัน คือคนละหนึ่งเสียงเหมือนกัน (เรียกว่า universal suffrage) และให้ผู้บริหารสูงสุดกับสมาชิกสภานิติบัญญัติของฮ่องกงมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนอย่างแท้จริง

                ทางการฮ่องกงจะยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดไหม?

                ตอบได้ว่ายากมาก

                เพราะอย่างไรเสีย ปักกิ่งก็ยังต้องการกำกับและควบคุมฮ่องกงภายใต้ "หนึ่งประเทศ สองระบบ"

                การจะยอมให้คนฮ่องกงมีสิทธิ์โหวตเลือกผู้แทนและผู้ว่าฯ ของตัวเองได้อย่างเสรี หนึ่งคนหนึ่งเสียงนั้นย่อมจะเป็นการเปิดทางให้ส่วนอื่นๆ ของจีนเรียกร้องตามด้วย

                ซึ่งสำหรับจีนแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมให้ซินเจียงหรือทิเบตมีโอกาสเรียกร้องแบบเดียวกับฮ่องกง

                หรือแม้แต่ไต้หวันก็กำลังจับตาเหตุการณ์ในฮ่องกงอย่างใกล้ชิด เพราะไต้หวันก็อยู่ใต้ระบบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ของปักกิ่งเช่นกัน

                ต่างกันตรงที่ว่าไต้หวันมีระบบการเลือกตั้งแบบที่ฮ่องกงต้องการ แต่ปักกิ่งถือว่าสองเกาะนี้มีที่มาที่ไปต่างกัน

                ฮ่องกงตกอยู่ใต้อังกฤษ 99 ปี และส่งคืนจีนเมื่อปี 1979 หรือเมื่อ 22 ปีก่อนภายใต้กฎเกณฑ์ที่ตกลงกันล่วงหน้าว่ากติกาการเมืองจะเป็นอย่างที่เป็นอยู่

                เสียงจากแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมายังแข็งกร้าว

                เธอยืนยันว่าจะไม่ลาออก

                เธอบอกว่าผู้ประท้วงได้เรียกร้องเกินกว่าที่เป็นประเด็นเดิม นั่นคือร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งทางการฮ่องกงบอกว่าได้ระงับเอาไว้แล้ว

                แต่ผู้ประท้วงกลับ "ได้คืบเอาศอก" และเธอยืนกรานว่าสิ่งที่ผู้ต่อต้านทำนั้นได้ล้ำเส้นที่เหมาะควรแล้ว ทำให้ประชาชนคนฮ่องกงส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดและลำบากใจ

                "ผู้ประท้วงได้ผลักดันให้สถานการณ์เข้าสู่จุดที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง" เธอประกาศด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

                แม้ว่าก่อนหน้านี้แคร์รี หล่ำจะมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง ยอมรับว่าตัวเองได้ประเมินความรู้สึกของคนฮ่องกงในเรื่องร่างกฎหมายผู้ร้ายข้ามแดนต่ำไป เธอพร้อมขอโทษ

                แต่วันจันทร์ที่ผ่านมาเธอเปลี่ยนน้ำเสียงไปอย่างเห็นได้ชัด

                เป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลปักกิ่งได้กำหนดจุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้น ไม่ยอมให้รัฐบาลฮ่องกงถอยให้กับผู้ประท้วงอีกต่อไป

                สถานการณ์เข้าขั้นการเผชิญหน้าอย่างเต็มพิกัด ผู้ประท้วงล้อมสถานีตำรวจและพยายามสกัดระบบขนส่งมวลชน ตำรวจปราบจลาจลของฮ่องกงใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางสาดใส่ผู้ต่อต้านอย่างต่อเนื่อง

                เข้าขั้นปฏิบัติการ Shut Down Hong Kong กันเลยทีเดียว

                อีกทั้งกองทัพจีนที่ประจำการอยู่ฮ่องกงก็ออกคลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นถึงการซ้อมของหน่วยทหารที่มีหน้าที่ "ปราบจลาจล"

                จะถือว่าขู่หรือเตือนก็แล้วแต่ สิ่งที่กำลังเกิดที่ฮ่องกงเป็นจุดร้อนแรงที่ยังหาทางลงอย่างสันติไม่ได้

                ใกล้จุดเดือดเต็มทีครับ. 


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา