กนง.ลดดอกเบี้ย0.25% แห่เข้าหารือผู้ว่าฯธปท.


เพิ่มเพื่อน    

  หักปากกาเซียน! กนง.เสียงแตกสั่งลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี ครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังประเมินเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าคาด ส่งออกสาหัส ห่วงบาทแข็งกระทบรุนแรง พร้อมจับตาสงครามการค้า-ออกมาตรการคุมค่าเงิน กกร.ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกระทบไทย วอนรัฐออกมาตรการ ด้าน ส.อ.ท.-สภาหอฯ เตรียมตบเท้าหารือ ธปท.หาแนวทางดูแลเงินบาท สงครามการค้าระอุ     

     เมื่อวันพุธ นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 7 ส.ค.2562 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% ต่อปี เป็น 1.50% ต่อปี และจะมีผลทันที ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 4 ปี  จากที่เคยมีการปรับขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.2558 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากภาคส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง ตามเศรษฐกิจคู่ค้า และปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น
     ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งต่อไป จะมีการทบทวนและประกาศตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้เดิม ขณะที่การส่งออกที่เคยประมาณการไว้ว่าจะขยายตัวได้ 0% ในระยะต่อไป ก็มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาด เมื่อพิจารณาจากปริมาณการนำเข้าวัตถุดิบที่เริ่มชะลอตัว
     “กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยในภาวะที่นโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอยู่แล้ว อาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากนัก รวมทั้งยังมีความจำเป็นที่ต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต”
     นายทิตนันทิ์กล่าวต่อว่า ในภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้ของครัวเรือน นอกภาคเกษตรและการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิตเพื่อส่งออก รวมทั้งยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง อย่างไรก็ดี การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ตามการลงทุนภาครัฐ
     ทั้งนี้ กนง.จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่สูงขึ้น แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่และการใช้จ่ายภาครัฐ ความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
สงครามการค้ากระทบไทย
    นอกจากนี้ ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน คณะกรรมการฯ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในสภาวะที่การกีดกันทางการค้ารุนแรงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม ส่วนระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต เช่น การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
     "กนง.ยังจำเป็นต้องใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ยิ่งต้องมีบทบาทมากขึ้น ในการดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน" นายทิตนันทิ์กล่าว
     ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่มีความเสี่ยงจะรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทที่สร้างแรงกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดย กกร.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2562 ขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% เห็นได้จากเครื่องเศรษฐกิจไทยทั้งการส่งออกและการใช้จ่ายในประเทศมีสัญญาณที่อ่อนแรงลงต่อเนื่อง
    นอกจากผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ต่อสินค้าจีนวงเงิน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ และจีนได้ปรับค่าเงินหยวนอ่อนค่าหลุดระดับ 7 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบ 11 ปี จะมีความเสี่ยงรุนแรงมากขึ้น ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแกว่งตัวผันผวนและอาจแข็งค่าขึ้นอีก จากที่ผ่านมาตั้งต้นปีเงินบาทของไทยแข็งค่าแล้ว 5.9% และแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคเดียวกัน เป็นแรงกดดันที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้
     “ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต้องหวังพึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศ การออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นจากภาครัฐเพื่อเรียกความเชื่อมั่นภาคเอกชน รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ขณะนี้ยังไม่ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายสุด ขอเวลาติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิดภายใน 3 เดือน เพื่อประเมินทิศทางการปรับตัวของเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โดยยอมรับว่าหากเหตุการณ์รุนแรงกว่าที่คาดไว้ การส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 1% อาจจะยืนไม่อยู่” นายปรีดีกล่าว
    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กกร.ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ทั้งปีคาดโตอยู่ที่ 2.9-3.3% จากปีก่อนโต 4.1% การส่งออกคาดติดลบ 1% หรือขยายตัวได้เพียง 1% จากปีก่อนโต 6.9% เงินเฟ้อคาดโต 0.8-1-2%
ตบเท้าเข้าพบผู้ว่าฯ ธปท.
    ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ช่วงเย็นวันที่ 8 ส.ค.นี้ ส.อ.ท.มีกำหนดการเข้าพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อหารือถึงแนวทางการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย รวมถึงแนวทางผลักดันการใช้เงินสกุลท้องถิ่นค้าขายกันเองในภูมิภาค เพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน
    “ภาคเอกชนเห็นว่าแนวทางที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง รัฐบาลต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเน้นกระตุ้นการบริโภคในประเทศเป็นหลักเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย จะเป็นรูปแบบใดก็ได้ รวมถึงมาตรการทางภาษีให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและภาคอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งต้องการให้ภาครัฐเร่งผลักดันการอำนวยความสะดวกในการลงทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ” นายสุพันธุ์กล่าว
     สำหรับปัญหาการเมืองในประเทศหลังเกิดเหตุระเบิดกลางเมือง ขณะนี้รัฐบาลสามารถจับผู้กระทำความผิดได้แล้ว จึงส่งผลดีต่อการสร้างภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในชาวต่างชาติ โดยมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ระยะสั้น
    นายสุพันธุ์กล่าวถึงกรณีที่ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ว่ารู้สึกเซอร์ไพรส์ และถือเป็นการลดแรงกดดันค่าเงินบาท แต่ก็อยากให้ ธปท.หามาตรการอื่นๆ ดูแลการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าประเทศอื่นด้วย จากที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาคถึง 5.9% ซึ่งขณะนี้การดูแลค่าเงินถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องรับมือสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งขณะนี้กลายเป็นสงครามค้าเงินแล้ว เพราะฉะนั้นไทยจึงต้องหาแนวทางรับมืออย่างใกล้ชิด ส่วนการปรับลด 0.25% น้อยไปหรือไม่นั้น ตอนนี้ได้ระดับนี้ ถือว่าเป็นก้าวแรกแล้ว ก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
    นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปยังประเทศจีนและสหรัฐยังคลุมเครือ สภาหอฯ มีกำหนดการเข้าพบกับ ธปท.เช่นกันช่วงบ่ายของวันที่ 8 ส.ค.นี้ และในนามคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ชุดเล็ก มีกำหนดการเข้าพบนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ วันที่ 14 ส.ค.นี้ เพื่อหาแนวทางกระตุ้นการส่งออกและการค้าชายแดนด้วย    
    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ส.ค.62 เวลา 15.15 น. จะเดินไปพบผู้ว่าฯ ธปท. เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออกไทยที่ขณะนี้ประสบปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยการหารือจะทำให้ทราบถึงแนวทางช่วยเหลือที่ไม่ผิดกฎหมายว่า ประเทศไทยแทรกแซงค่าเงินบาท เนื่องจากสหรัฐในช่วงที่ผ่านมามีการออกมาระบุว่า ประเทศจีนมีการแทรกแซงค่าเงินหยวนมาแล้ว ทั้งนี้ ทราบดีว่า ธปท.เป็นหน่วยงานอิสระ มีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศ.
 


บอกก่อน.....ผมไม่รู้จริงๆ ว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เขาเล่นอะไรกัน?รัฐบาลกำลังไปได้ดีจู่ๆ ก็เล่นเกมชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" โดย กก.บห. "เกินกึ่งหนึ่ง" รวมหัวกัน ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวาน (๑ มิ.ย.๖๓)เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค "พ้นตำแหน่ง" ทั้งคณะ ต้องเลือกตั้ง กก.บห.กันใหม่ทั้งหมด ภายใน ๔๕ วัน!

"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'