จับประเด็นเบื้องหลัง 'เซอร์ไพรส์' ลดดอกเบี้ย


   

    มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากที่อยู่ 1.75% ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.50% ในการประชุมเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2562 ถือว่าเป็นเรื่องสร้าง “เซอร์ไพรส์” พอสมควร
    บางคนถึงกับบอกว่าเป็นการ “หักดิบ” กันเลยทีเดียว
    นักวิเคราะห์มองทันทีว่า การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะ
    เดิมวางไว้ 3.3% แต่พอเห็นตัวเลขภาคส่งออกก็ค่อนข้างจะน่ากลัว
    เพราะตัวเลขภาคส่งออกในครึ่งปีแรกติดลบ 4.1%  
    และภาพตลอดทั้งปีดูไม่มีความหวังมากนัก โดยเฉพาะท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ
    ตัวเลขการท่องเที่ยวก็ส่อไปในทางร้าย เพราะเมื่อจีนถูกกระทบโดยสงครามการค้า และประกาศปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนอ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญ แตะที่อัตรา 7 หยวนต่อเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ก็ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวจีนต้องทบทวนแผนการเดินทางท่องเที่ยว
    ภาคการลงทุนก็ไม่มีข่าวดี อาจจะหดตัวด้วยซ้ำ ส่วนการบริโภคก็ตกอยู่ในสภาวะซบเซา 
    ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเติบโตชะลอลงอยู่ที่ 4.7%  
    มีการมองกันว่าการลดดอกเบี้ยอาจช่วยลดแรงกดดันของค่าเงินบาทที่แข็งรวดเร็วจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหมู่ผู้ส่งออก
    ว่ากันว่าการประชุม กนง.รอบเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็เพราะต้องการจะสกัดนักลงทุนต่างชาติที่ขนเงินร้อนเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยด้วย 
    นั่นย่อมมีผลทำให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าราว 5.5% 
    แบงก์ชาติก็พยายามใช้มาตรการต่างๆ เช่น ล่าสุดมีคำสั่งลดวงเงินการถือสกุลเงินบาทของบัญชีเงินฝากสำหรับผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (ต่างชาติ) 
    แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการแข็งค่าของเงินบาทได้ ยังแข็งค่ามาอยู่ที่ราว 30.50 บาท/ดอลลาร์
    ผลที่เห็นเฉพาะหน้าก็คือ การลดดอกเบี้ยนั้นมีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวเพียงเล็กน้อย แม้เงินต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้แล้วก็ตาม
    ต้องจับตาว่ารัฐบาลไทยจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้เสื่อมทรุดมากไปกว่านี้
    รัฐมนตรีคลัง อุตตม สาวนายน บอกแล้วว่า เตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
    เชื่อได้ว่าธนาคารพาณิชย์คงเริ่มลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เพราะช่วงที่ กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% เมื่อปลายปีที่แล้ว ธนาคารต่างๆ ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยฝากและดอกเบี้ยกู้อย่างพร้อมเพรียง  
    อีกด้านหนึ่ง ถ้ามีการลดดอกเบี้ยฝากอีก ก็จะกระทบต่อผู้ฝากเงินแน่นอน 
    รอดูว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะขยับลดดอกเบี้ยทั้งสองข้างอย่างไร และผลที่ตามมาจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 และ 4 อย่างไร
    อีกทั้งผลที่ตามมาจะกระทบรัฐบาลประยุทธ์ 2 อย่างไร
    สรุปได้ว่าการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ กนง. ที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายวงการนั้นเป็นความพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจจะหวังว่าจะมีผลทำให้เงินบาทอ่อนตัวลงบ้างเมื่อเทียบกับเงินสกุลของเพื่อนบ้าน
    แต่ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะ “เหนื่อย” เกินกว่าที่จะสามารถเร่งขึ้นได้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกอ่อนแรง เพราะสงครามการค้าระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่โลก ไทยก็โดนลูกหลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    กนง.และธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงจะจับตาความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของเศรษฐกิจโลก และตัวชี้วัดของไทยเราว่าผลจากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะบรรลุเป้าประสงค์เพียงใด
    เริ่มมีนักวิเคราะห์มองว่าประตูกำลังเปิดทางให้มี กนง. มีเหตุที่จะต้องคิดหนักว่า
    ถ้าลดดอกเบี้ยได้รอบนี้ ทำไมจะลดอีกรอบหนึ่งไม่ได้?
    น่าคิดทีเดียว...ช่วยกันเกาะติดข่าวสารทุกๆ ด้านอย่างใจจดใจจ่อครับ.


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา