การทูตทรัมป์ เข้าข่าย ‘บ้าก็บ้าวะ!’


   

             โดนัลด์ ทรัมป์อ้างว่าคิม จองอึนส่งจดหมายน้อย (ที่ยาวมากๆ) มาหา บ่นเรื่องซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ แต่อยากพบอีกครั้ง...ที่ทดสอบขีปนาวุธหลายชุดก็ต้องขอโทษเล็กๆ

                ถ้าเป็นจริงตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง ก็น่าจะสรุปได้ว่าตำราการทูตที่มีมาตลอดหลายร้อยปีของโลกต้องฉีกทิ้งหมดทุกเล่ม

                เพราะการทูต "ทรัมป์-คิม" ที่เราเห็นวันนี้ ผิดหลักการและเหตุผลของวิถีปฏิบัติที่เรารู้จักมาตลอด

                จึงไม่อาจจะวิเคราะห์ด้วยตรรกะปกติที่โลกได้เรียนรู้มา

                ทรัมป์เขียนทวิตเตอร์เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนสองชิ้นบอกว่า

                "คิม จองอึนส่งจดหมายมาให้ผม เขียนด้วยภาษาที่น่ารักว่าอยากจะพบกันอีกเพื่อเจรจาอีกรอบ ทันทีที่การซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้จบลง มันเป็นจดหมายที่ยาว ส่วนใหญ่ก็บ่นเรื่องการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ที่เป็นเรื่องบ้าบอคอแตกและแพงบ้าเลือด..."

                ทวิตเตอร์อีกข้อความหนึ่งของทรัมป์บอกว่า

                "และคิม จองอึนก็มีคำขอโทษเล็กๆ เรื่องการทดลองขีปนาวุธพิสัยใกล้ เขาบอกว่าการทดลองจะยุติเมื่อการซ้อมรบจบลง ผมกระตือรือร้นที่จะพบคิม จองอึนในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้! เกาหลีเหนือที่ไร้นิวเคลียร์จะนำไปสู่การเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดประเทศหนึ่งของโลก"

                อ่านแล้วเข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่าทรัมป์เพี้ยนเอามากๆ

                เหตุผลมีดังต่อไปนี้

                1.ทรัมป์พูดเหมือนเป็นพวกเดียวกับคิม จองอึน ที่ต่อต้านการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้  เพราะใส่คำว่าการซ้อมรบนั้น "ridiculous" กับ "expensive" คือบ้าบอคอแตกและแพงเป็นบ้า ถ้าเป็นอย่างนั้นไฉนเลยทรัมป์จึงไม่ระงับการซ้อมรบนั้นเสียล่ะ หรือเขากับผู้นำเหล่าทัพไม่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะกองทัพสหรัฐฯ ต้องการจะเดินหน้าซ้อมรบ

                2.ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ที่ผู้นำสองประเทศที่เป็นศัตรูกัน แล้วผู้นำข้างหนึ่งเห็นด้วยกับผู้นำอีกข้างหนึ่งในเรื่องที่ตนเองต้องรับผิดชอบ แต่ก็ยังดึงดันทำเรื่องนั้นต่อไป

                3.ทรัมป์ยอมรับ "คำขอโทษเล็กๆ" ของคิมเรื่องทดลองขีปนาวุธได้อย่างไร ทั้งๆ ที่การทดลองขีปนาวุธของเกาหลีเหนือนั้นละเมิดความเข้าใจเรื่องจะไม่ทำอะไรที่ทำลายบรรยากาศการเจรจากับสหรัฐฯ

                4.ทำไมทรัมป์ไม่โวยวายเรื่องโสมแดงทดลองขีปนาวุธ ทั้งๆ ที่คนทั้งโลกเห็นว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการแสดงชัดเจนว่าคิม จองอึนท้าทายทรัมป์ และแสดงถึงความไม่แคร์ว่าสหรัฐฯ จะคิดอย่างไร

                5.การที่ทรัมป์เขียนข้อความอย่างนี้แปลว่าเกาหลีเหนือทดลองขีปนาวุธต่อไปได้ และสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ก็ซ้อมรบต่อไป เมื่อทั้งสองฝ่ายทำตามที่ตัวเองทำต่อไปแล้วจะมานั่งโต๊ะเจรจากันได้อย่างไร  ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่อต้านคัดค้านการกระทำนั้นๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งมาตลอด

                6.ทรัมป์บอกว่าคิมอยากเจอทรัมป์ และทรัมป์บอกว่าอยากเจอคิม แต่ทั้งสองคนเจอกันมา 3 ครั้งแล้ว ถ่ายรูปออกข่าวแสดงความชื่นชมกันทุกครั้ง อีกทั้งยังประกาศว่าจะลงมือเจรจาเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งสันติภาพของคาบสมุทรเกาหลี แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผลทางปฏิบัติแม้แต่น้อย ดังนั้นการจะพบปะกันอีกครั้งจะมีประโยชน์อันใด หากทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมลงมือทำให้คำสัญญาของตนเองเกิดมรรคผลอย่างเป็นรูปธรรม

                7.คิมเพิ่งด่าสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เรื่องซ้อมรบ และที่ปรึกษาของทรัมป์ก็เพิ่งต่อว่าต่อขานเกาหลีเหนือที่ทดลองขีปนาวุธอย่างไม่หยุดยั้ง ทำไมทรัมป์จึงตีความว่า "จดหมายน้อย" จากคิมจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานภาพของ "ทางตีบตัน" ของการเจรจาระหว่างสองประเทศ

                ทรัมป์กับคิมเล่นปาหี่อะไรอยู่ เราคงต้องเกาะติดกันต่อไป

                แต่ที่แน่ๆ คือทรัมป์กำลังเล่นเกมการทูตที่ชวนฉงนสนเท่หนักเข้าทุกวัน

                อย่างนี้ต้องเรียก "การทูตแบบบ้าก็บ้าวะ" ครับ.

 

 


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา