มีสติอย่าเหลิงอำนาจ 'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระโอวาทแก่นายกฯ-ครม.


เพิ่มเพื่อน    


    สมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานพระโอวาทแก่นายกฯ-ครม.ในโอกาสเข้าเฝ้า หมั่นฝึกตนให้มีสติระลึกรู้เป็นเครื่องกำกับการกระทำ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่ "บิ๊กตู่" เผยเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นำ ครม.มากราบ พร้อมขอพรให้ประเทศเดินหน้า ปัดตอบเรื่องฝ่ายค้านซักฟอก "วิษณุ" ระบุ ครม.รับพระราชดำรัสทำให้เกิดความมั่นใจ พท.โวยให้เวลาอภิปราย 1 วันไม่พอ ขอเป็น 2 วัน บี้ "ประยุทธ์" ลาออก ดักคออย่าใช้กองทัพแก้ปัญหา “ศรีอัมพร” ปรามอย่านำพระราชดำรัสไปตีความเป็นพระบรมราชวินิจฉัย
    เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ ที่พุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม,  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ ห้องประชุมมหาเถรสมาคม อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
    โดยเมื่อเวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีสักการะพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พระพุทธรูปยืนปางลีลาขนาดใหญ่ ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน โดยมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ นายกฯ  เปิดเผยว่า เป็นธรรมเนียมที่นำคณะรัฐมนตรีมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯ และมากราบคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วก็ทำเช่นนี้ 
    “ผมได้ขอพรจากท่าน เพื่อให้อวยพรให้กับประเทศไทย ประเทศชาติ และคนไทย ไม่ว่าจะใคร นายกฯ ก็ต้องทำให้กับคนไทยทุกคน คณะรัฐมนตรีก็เหมือนกัน เป็นกำลังใจให้กันและกันก็ดีจะตาย”
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส แม้อากาศจะค่อนข้างร้อน สมัยเด็กๆ ตนก็อยู่กลางแดดทุกวัน ตากแดดตั้งแต่เช้าจนเย็น แดดแค่นี้สบาย และระหว่างที่เดินชมทัศนียภาพโดยรอบบริเวณองค์พระประธาน นายกฯ กล่าวว่า สถานที่สะอาด สวยงาม ถือว่ายังใช้ได้ 
    จากนั้นเวลา 14.05 น. นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ ห้องประชุมมหาเถรสมาคม  
    โอกาสนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาทใจความสำคัญ ดังนี้ ฝ่ายบริหารย่อมมีหน้าที่สำคัญในการทำนุบำรุงบ้านเมืองไทยให้เป็นปรกติสุข ร่มเย็น มีความมั่นคงปลอดภัย และเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน การกระทำหน้าที่ตามตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ย่อมต้องใช้อำนาจเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงาน จึงขอเน้นย้ำให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นฝึกอบรมตน ให้มีสติระลึกรู้เป็นเครื่องกำกับการกระทำทางกายและวาจาอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ หรือ หลงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
    “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่าสติสัมปชัญญะเป็นธรรมอันมีอุปการะมาก เพราะฉะนั้นการทำงานในทุกระดับ หากมีสติเป็นเครื่องระลึก มีสัมปชัญญะเป็นเครื่องรู้ตัว ให้สามารถเหนี่ยวรั้งจิตใจตนอยู่เสมอแล้ว ความผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น หรือหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง ก็จะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงมากขึ้นจนเหนือการควบคุม ขอให้ทุกท่านจงมีสติสำนึกรู้ไว้เสมอว่า ความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมแห่งฐานะที่ดำรงอยู่ คืออำนาจที่แท้จริง อำนาจไม่อาจเกิดได้โดยชอบหากไม่มีรากฐานจากคุณธรรม จึงขอให้ทุกท่านมั่นคงในคุณธรรม จริยธรรมของความเป็นผู้ใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ อดทน และพากเพียร ในการประกอบกรณียกิจเพื่อจรรโลงสถาบันหลักของชาติ และประชาชนให้รุ่งเรืองไพบูลย์สืบไป”
ขอพรให้ประเทศเดินหน้า
    ภายหลังเข้าเฝ้านายกฯ เปิดเผยว่า สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านประทานพรคณะรัฐมนตรีให้มีกำลังใจในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนสืบไป ถือว่าเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ ครม.ต้องมากราบ รัฐบาลก่อนก็มากราบ วันนี้สมเด็จพระสังฆราชฯ องค์ปัจจุบัน ก็ถือว่า ครม.มากราบท่านเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วเราได้นำ ครม.มากราบ ถือว่าได้รับพรจากสมเด็จพระสังฆราชฯ ถือเป็นฤกษ์ดี เมื่อวานนี้ตนได้รับพรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงให้พวกเรามีกำลังใจในการทำงาน ในการสู้กับปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอุปสรรคต่างๆ ในการทำงาน ในการสู้กับปัญหาต่างๆ รวมถึงการดูแลประชาชน
      "นายกฯ มาเข้าวัดเข้าวา นายกฯ ไม่เคยขอพรให้ตัวเอง ขอให้ประเทศชาติเดินหน้าไปให้ได้ ขอให้ประชาชนนั้นมีความสงบสุข ปรองดอง อยู่กันอย่างสมานฉันท์ และขอให้การทำงานของรัฐบาลอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีอะไรที่เสียหาย เพราะนี่คือประเทศของเรา คือประชาชนของเรา เรามีคน 68 ล้านคน” นายกฯ กล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเสร็จแล้วนั้น ก็ได้หมุนตัวเดินออกจากวงผู้สื่อข่าวไปทันที ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามจะขอสัมภาษณ์ประเด็นทางการเมืองกรณีที่ฝ่ายค้านไม่จบในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณ พล.อ.ประยุทธ์ได้หันมากล่าวว่า "ไม่เอาแล้ว  รู้จะถามเรื่องนั้น"
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณว่า เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปยังศาล ศาลจะพิจารณาว่ารับเรื่องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเคยมีการไม่รับเรื่องด้วย แต่ถ้ารับไว้จะเป็นการดีเมื่อศาลรับแล้วจะส่งมาให้รัฐบาลชี้แจงโดยให้กรอบเวลา เหมือนการชี้แจงความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐของนายกฯ ซึ่งให้เวลามา 15 วัน รัฐบาลก็ตอบในเวลาดังกล่าว จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่ศาลว่าใช้เวลาเมื่อไร
    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรอบเวลาอาจจะเป็น 1-2 เดือนหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ตอบไม่ถูก แต่เป็นไปได้ เพราะกระบวนการในชั้นศาล เราไม่สามารถกำหนดเวลาได้ เช่น กรณีความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่มั่นใจว่าเขายื่นไปเมื่อไร แต่ทราบจากข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันที่ 18 ก.ย. และการพิจารณาของศาลไม่ส่งผลกระทบอะไรกับการทำงานของรัฐบาล เพราะตั้งแต่มีการยื่นเรื่องความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลก็ทำงานปกติ แม้แต่มีข่าวเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ รัฐบาลก็ทำงานได้ปกติ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หากมีการร้องแล้วอยู่เฉย ไม่ทำอะไร จะกลายเป็นผิดอีกแบบหนึ่ง และฉกาจฉกรรจ์กว่าด้วย
     "ไม่ตอบ ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นเรื่องที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมา แน่นอนโดยส่วนตัวของรัฐมนตรีทั้ง 36 คน ก็เกิดพลังและกำลังใจ เกิดความมั่นใจ และนายกฯ ได้กล่าวในที่ประชุม ครม. ไม่ว่าเหตุข้างนอกจะเป็นอย่างไร แต่ขอให้ ครม.ทุกคนทำงานด้วยความเข้มแข็ง มั่นใจ อย่าได้วอกแวกในสิ่งใด ถ้าอะไรจะเกิดให้มันเกิด แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิด เราเป็นผู้มีหน้าที่ มีอำนาจ และปัญหาบ้านเมืองมาจ่ออยู่ในขณะนี้ก็ต้องทำไปแก้ไป ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ” นายวิษณุกล่าว เมื่อถามว่าหลังจากพิธีรับพระราชทานพระราชดำรัสและลายพระราชหัตถ์ ทำให้การทำงานของรัฐบาลคล่องตัวและสบายใจขึ้นหรือไม่ 
นายกฯ พร้อมตอบสภา
     เมื่อถามว่า รัฐบาลมั่นใจเช่นนี้จะส่งผลต่อการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน และไม่ทราบว่าเขาจะถอนญัตติหรือไม่ ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อมีการยื่นอภิปรายนายกฯ ตามมาตรา 152 และมีการตั้งกระทู้ถามสด ดังนั้นจะต้องเลือกว่าจะไปตอบกระทู้หรือตอบอภิปรายตามมาตรา 152 ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว หากไม่ไปตอบการอภิปรายจะมีความผิด จึงต้องเลือกไปตอบอภิปราย ยืนยันจะต้องมีคนไปตอบแน่นอน อยู่ที่ว่าจะเป็นใคร พล.อ.ประยุทธ์ระบุแล้วว่าตัวเองเป็นหนึ่งใน ครม.จะปล่อยให้ ครม.รับผิดชอบเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะนายกฯ นั้นทราบสถานการณ์ดี จึงควรจะต้องไป เพียงแต่ตอนนี้กำลังดูการประสานงานกันให้ชัดเจนเท่านั้น
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของรัฐบาลที่จะต้องไปตอบกระทู้ถวายสัตย์ฯ ของฝ่ายค้านในสภาว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ชี้แจงไปแล้ว และเชื่อว่าเสียง ส.ส.ในสภาของรัฐบาลมีเพียงพอ ไม่ต้องห่วง หากไม่เพียงพอแล้วจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร
    เมื่อถามว่า ญัตติเรื่องการอภิปรายควรจะจบลงก่อนการปิดประชุมสภาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ตน เป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ที่จะต้องพิจารณา ตอนนี้นายกฯ ก็สบายใจอยู่แล้ว และทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
    นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรี หรือ วิป ครม. เปิดเผยว่า ในเวลา 14.00 น. วันที่ 2 ก.ย. ตนจะไปประชุมกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล รัฐสภา รวมถึงวิปฝ่ายค้าน ที่รัฐสภา โดยจะหารือกันหลายเรื่อง เช่น กระทู้สดที่เป็นปัญหาว่า แนวทางที่รัฐบาลจะต้องไปตอบควรเป็นอย่างไร คาดว่าหลังหารือจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น รัฐบาลตั้งใจที่จะตอบทุกอย่าง ทำงานเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ ส่วนญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตร า 152 เมื่อสภาบรรจุญัตติแล้วจะต้องนำไปหารือกันในที่ประชุม ครม.ก่อน ขณะนี้ยังไม่ได้หารือกันว่าสะดวกในวันใด และต้องใช้เวลากี่วัน
    ขณะที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เช้าวันที่ 28 ส.ค. ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐบาลเพื่อเชิญมาชี้แจงและตอบการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 แล้ว และทราบจากการประสานภายในว่า ขณะนี้หนังสือดังกล่าวถึงรัฐบาลแล้ว จะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวันเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น หลังจากนี้ต้องรอรัฐบาลตอบกลับมา หากแจ้งกลับมาว่าพร้อม ก็สามารถแจ้งสมาชิก และบรรจุเข้าระเบียบวาระได้ทันที เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ 
    “นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร อยากให้อภิปรายเรื่องนี้โดยเร็ว ให้ทันภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 สัปดาห์ก็จะปิดสมัยประชุม” นายสรศักดิ์กล่าว
    ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ครม.รับพระราชทานพระราชดำรัสและลายพระราชหัตถ์ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเดินหน้าญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหรือไม่ ว่าหลังจากฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไปแล้ว ขณะนี้ญัตติน่าจะได้รับการบรรจุเป็นวาระด่วนของสภาแล้ว เรื่องนี้เป็นอำนาจของประธานสภาฯ ส่วนจะจัดให้มีการอภิปรายเมื่อไหร่ สภาคงประสานงานกับรัฐบาลอีกครั้งว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะมาตอบคำถามและร่วมหารือกันได้วันไหน แต่เชื่อว่าคงเปิดอภิปรายทั่วไปได้ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 ก.ย.อย่างแน่นอน
    "การเตรียมตัวของฝ่ายค้านถือว่ามีความพร้อมที่จะใช้เวทีนี้สำหรับการปรึกษาหารือกับรัฐบาลตามเนื้อหาในญัตติอย่างสร้างสรรค์ เรื่องนี้ถือว่ามีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยตรง จะเห็นได้จากมติของของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เห็นว่าการถวายสัตย์ฯ มีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญกำหนด และอาจเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย"
ขอซักฟอก 2 วัน
    น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวด้วยว่า ทราบว่ารัฐบาลอยากให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายแค่วันเดียว ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องที่นายกฯ กระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีเรื่องที่ต้องซักถามข้อเท็จจริง และปรึกษาหารือกันหลายประเด็น แต่ละประเด็นมีความละเอียดอ่อน บางเรื่องอาจใช้เวลาไม่นาน แต่บางประเด็นอาจต้องใช้เวลาอภิปรายและชี้แจง รวมถึงการเสนอแนะแนวทางที่ถูกต้อง หากจำกัดไว้เพียงวันเดียว เกรงว่าการอภิปรายทั่วไปครั้งนี้จะไม่ครบถ้วนและไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นการกำหนดเวลาในการอภิปรายฝ่ายค้านเห็นว่าควรพิจารณาจากเนื้อหาและข้อเท็จจริงเป็นหลัก และไม่ควรต่ำกว่า 2 วัน
    นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์มาตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภา อย่ากลัวฝ่ายค้าน การเข้ามาพูดคุยกันในสภาเป็นการหาทางออกร่วมกัน ไม่ได้เปิดศึกอะไร เป็นเรื่องปกติ เป็นทางออกทีดีที่สุด ฝ่ายบริหารควรมาอธิบายให้ชัดว่าจะเดินหน้าบริหารประเทศอย่างไร ประชาชนจำนวนมาก สงสัยเรื่องการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ และอยากรู้นายกรัฐมนตรีจะตอบเช่นไร
    “ขอเสนอแนะทางออกที่ดีที่สุดสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ควรที่จะลาออกแล้วมาเริ่มสรรหานายกฯใหม่ อย่าทำตามข่าวลือที่ว่าท่านจะไม่ลาออก แต่เลือกใช้กำลังกองทัพในการแก้ปัญหาอีกครั้ง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร จะส่งผลให้ประเทศตกต่ำลงไปอีก หากท่านยอมรับผิดแล้วมาเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้นเชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านยังมีโอกาสในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากท่านเดินต่อจะเกิดความเสียหายตามมา และเป็นการทำลายหลักการของรัฐธรรมนูญลงด้วยมือของท่านเอง” นายสมคิดกล่าว
     นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้แจ้งผลการตรวจสอบว่านายกฯ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตามมาตรา 161 ไม่ครบ จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ตนก็ยื่นเรื่องให้ อัยการสูงสุด (อสส.) ตรวจสอบกรณีนายกฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามมาตรา 161 และยังยื่นกรณีนายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ตามมาตรา 162 ด้วย บัดนี้เลย 15 วันแล้ว ตนจึงจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสาม ยื่นเรื่องโดยตรงไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยการกระทำของนายกฯ ว่าขัดหรือแย้งต่อมาตรา 161 และมาตรา 162 หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามมาตรา 5 หรือไม่ ดังนั้นจะไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 ส.ค.นี้ 
    นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นว่า การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคดีดังกล่าว ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าถูกต้องและยุติธรรม เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือที่มีระบบการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดข้อขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างกันในทางการเมืองเพื่อยุติกันอย่างสันติวิธี มิใช่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่าตกใจ 
อย่าโยงพระราชดำรัสกับคดี
    "การที่ ครม.เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับฟังพระราชดำรัสของในหลวง ก็เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการให้คำแนะนำฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ถือว่าพระมหากษัตริย์มิได้อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่เเล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อไป เพราะถือเป็นคนละเรื่องกัน จึงไม่ควรที่จะเสนอข่าวในลักษณะคาดเดาหรือคิดเอาเองว่าเรื่องจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วไปก็มีแนวทางและกระบวนการดำเนินไปตามการเมืองการปกครองประชาธิปไตยที่กระทำกันอยู่ทั่วโลก"
    นายศรีอัมพรกล่าวอีกว่า การที่หลังจาก ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของครม. ถือเป็นพระราชประเพณีที่ทรงปฏิบัติเช่นนี้มาแทบทุกสมัย ฝ่ายการเมืองและประชาชนจึงไม่บังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวหรือปะปนกับกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ควรนำไปตีความว่าพระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องวิธีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะพระองค์จะไม่ทรงเข้ายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้ และไม่ควรบังอาจไปถือเอาว่าพระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกผิดของการถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ด้วย
    นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้จะฟ้องดำเนินคดีกับนายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อศาลอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยวิธีโฆษณาทางทีวีและสื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากนายเจษฎ์ได้ให้สัมภาษณ์ 3 ครั้งมีข้อความที่มีการใส่ความกล่าวหาให้ผู้ชมรายการทีวีและสื่อออนไลน์เข้าใจผิดว่าตนซึ่งได้นำมติคณะกรรมการบริหารพรรค 16 คนไปยื่นจดแจ้งเลิกพรรคนั้นบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เข้าใจว่า “นายไพบูลย์ยื่นยุบพรรคตัวเอง เป็นการเผาบ้านตัวเองเพื่อเอาประกัน” ถือเป็นการกระทำการใส่ความโดยวิธีโฆษณา ทำให้ตนเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง  จึงเข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328
     นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กกต.มีมติให้ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป ว่า มติดังกล่าวถ้าไม่สื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนและพรรคการเมืองจะกลายเป็นความสับสน อาจถูกมองว่าถ้าเป็นบางพรรคทำสามารถทำได้ ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำได้หรือไม่ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้เกิดยุทธศาสตร์แยกกันเดินตอนเลือกตั้ง แล้วรวมกันตีหลังเลือกตั้ง เพื่อทำให้พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้น "ไพบูลย์โมเดล" เสมือนการเอื้อพรรคการเมืองให้ตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้บางพรรคได้ประโยชน์ เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีปัญหาการตีความและการปฏิบัติต่างๆ ตามมาอีกมาก  เพราะก่อนหน้านี้ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ให้คุณต่อบางพรรคการเมือง และเป็นโทษต่อบางพรรค 
     “ประชาชนได้เห็นชัดถึงปัญหาอันเกิดจากการใช้รัฐธรรมนูญ และเห็นความจำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทางออกของประเทศ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดภาวะสุญญากาศอันเกิดจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญทำให้ประเทศชาติและประชาชนสูญเสียโอกาส สูญเสียศักยภาพการแข่งขันของประเทศ” นายอนุสรณ์ กล่าว
      นายวิษณุกล่าวถึงกรณีฝ่ายยื่นญัตติขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของรัฐบาลนั้น ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันทั้งในวิปรัฐบาล และในส่วนรัฐบาล เพราะอาจยังไม่ใช่จังหวะเวลานี้ และเวลานี้ฝ่ายค้านยังคิดไล่รัฐบาลอยู่ จะให้ไปคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
    รัฐบาลเห็นว่ามีปัญหาอื่นที่ควรเร่งแก้ไขมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ความจริงจะทำพร้อมกันได้ แต่คิดว่าต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมก่อน โดยขณะนี้รัฐบาลก็กำลังทำอย่างตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอต กำลังใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยล้วนเป็นเรื่องสำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเดินหน้าไม่ยาก แต่อยู่ที่ว่าจะแก้ไขประเด็นใด ซึ่งต้องใช้เวลาถกเถียงกันพอสมควร” นายวิษณุกล่าว
    พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณี 5 รัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไม่ลาออกจาก ส.ส.ว่า ไม่เป็นไร เขามีเวลาไปลงมติเสียงก็โอเคแล้ว เมื่อถามว่าถ้ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.จะสามารถไปลงมติได้ทุกครั้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไงเขาก็ต้องมาลงมติได้ทุกนัด เพราะเขามีผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่สามารถช่วยกันที่สามารถช่วยทำงานได้ ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์จะย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐนั้น ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ได้ติดขัดอะไรก็เป็นไปตามนั้น
    เมื่อถามว่าหากขัดกับข้อกฎหมายจะทำให้เราเสียตัวช่วยไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คงไม่เสีย และเชื่อว่าเสียงจะไม่หาย เพราะไม่ว่านายไพบูลย์จะอยู่ที่ไหนเขาก็ช่วย พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว. 


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน