Life by Film by Nobuyoshi Araki  มองโลกในแบบ โนบุโยชิ อารากิ 


   


          

     ภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวนอนแผ่กายบนเตียงนอน หรือจะเป็นภาพหญิงสาวในชุดกิโมโนกับเชือกเส้นใหญ่ที่พันธนาการเธอเอาไว้ราวกับทาสในสมัยเอโดะของญี่ปุ่น หรือภาพดอกไม้เร้าอารมณ์ด้วยการจัดวางตัวหุ่นผู้หญิงไว้บนนั้น 
    รูปภาพเหล่านี้คือคุณลักษณะเด่นของ “โนบุโยชิ อารากิ” ช่างภาพชาวญี่ปุ่นในวัย 79 ปี ที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินตัวพีคของวงการช่างภาพญี่ปุ่นก็ว่าได้ เนื่องมาจากผลงานเขาที่ผ่านมาค่อนข้างแสบเอาการ มักเสียดสีหรือส่อแววเรื่องเพศเสียส่วนใหญ่ และยังถือเป็นผู้บุกเบิกภาพถ่ายแนวนี้ในช่วงปี 1980 จนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในญี่ปุ่นว่าไม่เหมาะสม ทำเพื่อสนองตัณหาตนเอง ขณะเดียวกันเขากลับมีชื่อเสียงโด่งดังในต่างประเทศมาก จึงส่งผลให้ได้รับการยอมรับจากสังคมญี่ปุ่นในเวลาต่อมา จนถึงปัจจุบัน

โนบุโยชิ อารากิ เจ้าของผลงานภาพถ่าย


    เขาไม่เพียงแต่หลงใหลในการถ่ายภาพเรือนร่างของหญิงสาวเท่านั้น ตลอดช่วงชีวิตการทำงานในฐานะช่างภาพยังได้ถ่ายภาพสิ่งที่อยู่รอบกาย ที่บ่งบอกถึงชีวิตของเขาด้วย รวมถึงการทำงานในวงการเพลงและแฟชั่น เขาเคยถ่ายภาพให้กับศิลปินตัวแม่ ฝั่งตะวันตกอย่างเลดี้ กาก้า มาแล้วด้วย รวมถึงราชาเคป็อปอย่างจีดราก้อน นางแบบเบอร์หนึ่งจากญี่ปุ่นอย่างกิโกะ มิซูฮาร่า ไม่เว้นแม้แต่นางเอกจีนอย่างถังเหว่ย และคนอื่นๆ อีกมากมาย แต่หลังจากที่โยโกะ ภรรยาของเขา และแมวตัวโปรดจากไป เขาก็ประสบอาการเจ็บป่วย เผชิญกับภัยร้ายจากมะเร็งต่อมลูกหมาก  ทำให้เขาหันมาบันทึกไดอารี่ถึงความเจ็บป่วย และความสุข ผ่านภาพถ่ายแนวใหม่ในเวลาต่อมา


    นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki (ไลฟ์ บาย ฟิล์ม บาย โนบุโยชิ อารากิ) ที่กำลังจัดแสดง ณ  Leica Gallery Bangkok (ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก) เป็นผลงานการถ่ายภาพของ โนบุโยชิ อารากิ ที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่จำนวน 30 ภาพ ผ่านกล้อง Leica M7 เพื่อแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ 

    ฮิซาโกะ โมะโตะโอะ คิวเรเตอร์ มือขวาของ โนบุโยชิ อารากิ มากว่า 30 ปี


    ฮิซาโกะ โมะโตะโอะ คิวเรเตอร์   ผู้เปรียบเสมือนมือขวาที่ร่วมงานกับ โนบุโยชิ อารากิ มากว่า 30 ปี กล่าวว่า ได้เริ่มทำงานกับ อารากิ ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งตอนนั้นเขาได้สูญเสียโยโกะ ภรรยาสุดรัก ผู้ที่เขาจดจำในฐานะ “คนที่ทำให้ผมเป็นช่างภาพ” และในปี 1992 นิทรรศการเดี่ยวของเขาในชื่อ “AKT – TOKYO” ได้ถูกเวียนไปจัดแสดงตามเมืองใหญ่ต่างๆ ในทวีปยุโรป เริ่มต้นที่เมืองกราทซ์ ประเทศออสเตรีย ส่งผลให้ผู้คนเริ่มกล่าวขานถึงเขามากขึ้น รวมทั้งเป็นที่จับตามองในระดับนานาชาติ และแนวงาน “ชิ - ฉะชิน” (I –Photography) ของอารากิได้รับอิทธิพลจากความปั่นป่วนของสังคมเมืองที่เกิดขึ้นในกรุงโตเกียวหลังการรับมือกับยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ 


    ผลงานนี้นอกจากจะเป็นตัวกระตุ้นมุมมองใหม่ในการประเมินค่าประวัติศาสตร์ภาพถ่ายญี่ปุ่นจากทั้งสายตาคนใน และนอกประเทศแล้ว ยังเป็นงานที่มีอิทธิพลต่อช่างภาพรุ่นหลังเป็นอย่างมาก เรียกว่าอารากิสามารถคว้าเอาความสนใจของผู้คนทั่วโลกไว้อยู่หมัด ด้วยภาพถ่ายที่สามารถเก็บรายละเอียดความเฉพาะเจาะจงของพลังในการดึงดูดและโน้มน้าวจิตใจผู้ชม อันส่งผลให้ภาพถ่ายของเขามีชีวิตขึ้นมา เขานำช่วงขณะเวลานั้นมาใส่กรอบและผนึกมันไว้ดั่งคำพูดที่ว่า “หากชีวิตไม่น่าสนใจ ภาพถ่ายก็ไม่น่าสนใจ” ชีวิตการถ่ายภาพของอารากิได้เผยให้เราเห็นปรัชญาชีวิต 

ภาพดอกไม้กับหุ้นไร้ชีวิต มุมมองของอารากิ


    โมะโตะโอะ กล่าวต่อว่า ภาพที่รุนแรงอย่างภาพนู้ด หรือศิลปะการมัดเชือกในหญิงสาว ในช่วงที่อาริกิเริ่มทำในยุค 80 กลายเป็นที่จับตามองมากๆ จากสื่อ และมักจะโดนตำรวจเรียกอยู่บ่อยครั้ง เพราะตอนนั้นยังถือเป็นเรื่องใหม่มาก ทั้งยังทำให้เกิดคำถามในสังคมญี่ปุ่นว่า อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างสื่อลามกกับศิลปะ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นไม่เข้าใจกัน จนกระทั่งเขาได้รับการจับตามองจากต่างประเทศ ศิลปินจากต่างประเทศมาดูงานของอารากิ มีการวิจารณ์เชิงให้ค่าของงาน สังคมญี่ปุ่นจึงมองอารากิใหม่ ตอนนั้นน่าจะประมาณปี 90 คนเริ่มเข้าใจว่าอารากิ ไม่ใช่แค่นักถ่ายภาพโป๊ ลามก บ้ากาม เขาก็เป็นเพียงศิลปินคนหนึ่ง และได้รับการยอมรับมากขึ้น กระตุ้นให้รัฐบาลเริ่มมาพูดคุยว่าเราจะสามารถขีดเส้นแบ่งระหว่างสื่ออนาจารกับศิลปะอย่างไร ก็เลยเป็นประเด็นที่ค่อนข้างเซ้นสิทีฟ พูดออกมาเป็นรูปธรรมยากว่าอันไหนเข้าข่ายอนาจาร ในมุมมองของคิวเรเตอร์เองคิดว่า ก็ต้องมีการเข้าใจในการดำเนินงานว่าจะสื่อสารกับผู้ชมหรือสังคมรอบด้านเราอย่างไร แต่ถ้าจะย้อนกลับมาในมุมของอารากิ นอกจากรูปนู้ดแล้ว เขาก็ยังถ่ายภาพท้องฟ้า ดอกไม้ ดอกไม้ หรือสแนบช็อตตามถนนด้วย


    “แต่ด้วยการแสดงออกของเขาผ่านสื่อต่างๆ ที่นำเสนอบุคคลิกและงาน อาจจะดูแรงๆ ออกแนวลามก จริงๆ แล้ว เขามีหลายบุคคลิก เขาไม่ได้มีกิเลสเอ่อล้นขนาดนั้น เขาค่อนข้างนิ่ง สงบ มีความน่ากลัว เป็นคนเย็นชาไร้อารมณ์ เขามีสมาธิสูงในการทำงานมาก เขาจะมองเห็นแค่สิ่งรอบตัว แล้วก็กล้อง ด้วยความที่เราเห็นในสื่อ คนจะมองเห็นว่าเขาแรงๆ หน่อย แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เขาจะโฟกัสในสิ่งเดียว แต่เวลาไม่ทำงานก็รีแลคสบายๆ เหมือนเด็กคนหนึ่ง ตรงไปตรงมา” โมะโตะโอะ  กล่าว
    สำหรับ นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki เป็นผลงานล่าสุดของอารากิในขณะที่ยังคงต่อสู้กับปัญหาสุขภาพทั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก การสูญเสียการมองเห็นของตาขวา และการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ ทำให้ภาพถ่ายของเขาแตกต่างจากงานชุดแรกๆ ซึ่งอารากิเคยกล่าวว่า ‘ยิ่งแก่ รูปยิ่งออกมาดี เมื่อเราเริ่มรู้ตัวว่าเข้าใกล้ความตายมากเท่าไหร่ เราจะเรียนรู้ที่จะพอเพียง และละเอียดอ่อนกับความสวยงามในการมีชีวิต’ อย่างไรก็ตาม อารากิก็ยังคงทุ่มเทให้กับความหลงใหลในการถ่ายภาพ เรียกได้ว่า เราค่อยๆ มองเห็นโลก อย่างแท้จริง ผ่านการใช้ชีวิตอยู่บนความเป็นจริง ดังคำกล่าวของอารากิที่ว่า ‘การถ่ายภาพคือการมีชีวิต เช่นเดียวกับการหายใจและการเต้นของชีพจร’ งานชุดนี้ท้าทายโดยการใช้กล้องไลก้า เป็นความสุขของเขาที่ใช้กล้องอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นใช้ไลก้าเกิดขึ้นเมื่อครั้งเขาได้ทำงานกับผู้กำกับภาพยนตร์ท่านหนึ่ง และได้ถ่ายภาพให้กับนักแสดงคู่บุญของเขา ก็ได้สร้างผลงานมาเรื่อยๆ


    ภาพในงานชุดนี้หากมองผ่านเรื่องเพศ และมองข้ามอารากิช่างภาพผู้หลงใหลในภาพนู้ด จะเห็นภาพอื่นๆ ที่กำลังสะท้อนเรื่องของชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ในการสร้างสรรค์ศิลปะของเขา ที่มองเรื่องของการมีชีวิตอยู่ที่ส่งผลต่อเขาในฐานะปัจเจกบุคคล แม้ว่าจะมีการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือสูญเสียบางอย่าง แต่ก็ยังคงทำงานอย่างแข็งแรงจะทำให้เราเห็นมุมมองของเขาต่อโลก ผู้สนใจสามารถร่วมชม Life by Film by Nobuyoshi Araki นิทรรศการภาพถ่ายของ โนบุโยชิ อารากิ  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 27 พ.ย.2562 ที่ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ ตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊ค leicagallerybangkok.

 


 


ทฤษฎี "ตาบอดไม่กลัวเสือ" ของทักษิณ ทำให้พรรคการเมืองหนึ่ง ได้ครองอีสานมาร่วม ๒ ทศวรรษ

'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ