ไทยกับ ‘ศตวรรษของเอเชีย’ ตามแนวคิด ‘บูรพาภิวัตน์’


   

      เมื่อวานผมเขียนเท้าความถึงหลักคิดเรื่อง “บูรพาภิวัตน์” ที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยนำเสนอเป็นหนังสือมาหลายปีก่อน

                วันนี้นักเขียนและนักวิชาการฝรั่งเริ่มจะเห็นคล้อยตามด้วยหนังสือในหัวข้อนี้หลายเรื่อง

                ผมขออนุญาตนำเอาข้อเขียนอีกบางตอนที่ ดร.เอนกเคยวิเคราะห์เอาไว้อย่างน่าสนใจครับว่า

                สอง สหรัฐเริ่มจะปรับสมดุลด้านการต่างประเทศ (ที่เรียกว่า Rebalancing หรือ Pivoting to Asia ) ทุ่มเทความสนใจและถ่ายโอนน้ำหนักมายังเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก เอเชียอาคเนย์ และเอเชียใต้มากขึ้น (คำว่า Pivoting to Asia เป็นของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา พอทรัมป์ขึ้นมาก็เปลี่ยนเป็น Peace Through Strength for Indo-Pacific)

                จากเดิมที่สหรัฐได้ให้ความสำคัญและไปวุ่นวายกับสงครามตะวันออกกลาง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน การสิ้นสุดของสงครามเย็น เหตุการณ์ 9/11 ที่ไม่คาดฝัน เข้าสู่สงครามอ่าวสงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก และสุดท้ายขณะนี้ยังมี ISIS และโอกาสที่จะไถลเข้าสู่อีกสองสงคราม หนึ่งในยูเครนและสองในซีเรีย

                สหรัฐอเมริกาขณะนี้พยายามจะกลับมาสู่เอเชีย ที่จริงสหรัฐ "ทิ้ง" ไทยและเอเชียอาคเนย์ไปหลังจาก "พ่ายแพ้" ในสงครามเวียดนาม แต่จะต้องกลับมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน จีนเติบโตขึ้นทุกวันในแบบ "ก้าวกระโดด" จนขนาดของเศรษฐกิจนั้นใหญ่เป็นรองแต่สหรัฐเท่านั้นเอง เราจะต้องรักษาดุลในความสัมพันธ์ของเรากับจีนและสหรัฐให้ดี

                สาม เกิดข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ไทยอาจเป็นตัวกลางได้หรือเป็นแค่รักษาความเป็นกลางให้ได้    

                จีนมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเล หมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้หลายจุด กับไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น จีนได้พยายามให้อาเซียน โดยเฉพาะไทย กัมพูชา และลาววางตัวเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการเจรจาทวิภาคีกับประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรงเท่านั้น ด้านสหรัฐอเมริกาก็พยายามใช้เวียดนามและฟิลิปปินส์มาคานอำนาจจีนในเอเชียอาคเนย์

                ส่วนไทยนั้นอยู่ตรงกลาง...ระหว่างจีนกับอาเซียน และจีนกับอเมริกา

                ข้อสังเกตคือ ตอนสหรัฐแบ่งโลกกับโซเวียตนั้น เรียกว่า เป็นศัตรูกันเลย เป็นสงครามเย็นเต็มรูปแบบ แต่สหรัฐกับจีนนั้นเวลานี้ก็ยังค้าขายกันอยู่ ลงทุนกันอยู่ มหาศาลเสียด้วย ยังคงสัมพันธ์กันอยู่ แต่ก็แข่งขันกันรุนแรง ต่อสู้ผ่านการแผ่อิทธิพลเหนือประเทศในเอเชียเราด้วย ฉะนั้นก็อย่ารีบตื่นตระหนกว่าจะมีสงครามหรือความขัดแย้งทางการทหารอย่างหนักระหว่างจีนกับอเมริกา และเราจะตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งที่แก้ไขไม่ได้เลยของสองมหาอำนาจโลก

                สี่ เวลานี้ เกิดกระแส "บูรพาภิวัตน์" ขึ้นมา คู่กันไปกับ "โลกาภิวัตน์" หรือพูดอีกอย่างว่า "โลกาภิวัตน์" นั้นทำท่าจะไม่เหมือนเดิม แต่จะเป็น "บูรพาภิวัตน์" ไปด้วย เอเชียและซีกตะวันออกของโลก มีเค้าที่จะเป็น "อนาคต" ของโลกมากขึ้น คงไม่ถึงขั้น "แทนที่" ตะวันตกเสียสิ้นเชิง แต่น่าจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับตะวันตกได้

                "บูรพาภิวัตน์" พูดอีกอย่างก็คือจีนกับอินเดียจะผงาดขึ้น คือเอเชียกำลังจะรวยขึ้น ซึ่งทั้งจีนและอินเดียนั้นใกล้ไทยทั้งคู่ อินเดียนั้นใกล้ไทยในทางทะเล แต่จีนใกล้กับไทยทางบกด้วย คือใกล้ชายแดนทางเหนือของเรา

                นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียตอนนี้มี 3 ล้าน แต่นักท่องเที่ยวจากจีนมีถึง 10 ล้านคน ไปไหนก็จะเจอแต่พี่น้องจีนมาเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนเป็นนักจ่ายเงินตัวยง คนจีนสนใจเครื่องสำอางของ 2 ชาติ คือ ของเกาหลีและไทย ประชากรหญิงจีนมี 700 ล้านคน คนจีนอยากสวยอยากงามมากขึ้นเรื่อยๆ สักแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของสตรีจีนใช้ ย่อมจะต้องหมายถึง โอกาสทองทางธุรกิจของเครื่องสำอางไทยแน่นอน

                แล้วประเทศไทย... เรามีอะไร?

                หนึ่ง เราเป็นประเทศที่รวยทรัพยากร ไม่ได้มีแค่ข้าวหรือยางพารา วารสารระดับโลก "เนชั่นแนลจีโอกราฟิก" บอกว่า ป่าประเทศไทยเป็นป่าชั้นดี ไม่แพ้ป่าอเมซอน มีพื้นที่สงวนชีวมณฑลถึง 4 แห่ง มีป่าชายเลนที่ดีที่สุดในโลกที่ระนอง มีห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นป่าที่มีสัตว์อุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก สัตว์เดินข้ามประเทศมาจากจีน พม่า ลาว เขมร อินเดีย ได้ด้วย เช่นเดียวกับที่เขาใหญ่ก็มีสัตว์ป่าข้ามมาจากกัมพูชาได้ด้วย

                เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของผู้คนและวัฒนธรรมในอาเซียนหรือในบริเวณจีน-อาเซียน-อินเดียเท่านั้น น่าทึ่งไหมครับ ถ้าจะบอกว่าไทยยังเป็นศูนย์รวมสัตว์ป่าและเป็นที่บ่มเพาะเลี้ยงดูพืชพรรณธรรมชาติให้โลกอีกด้วย ทราบไหมครับว่าในแง่ความหลากหลายอุดมทางชีวภาพนั้น ปรากฏว่า กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของสปีชีส์ (species) ของสัตว์โลกนั้นอยู่ในป่าของไทยเอง

                ป่าเหล่านี้สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวระดับ high-end ราคาแพง นักท่องเที่ยวสีเขียวมีกำลังจ่ายมาก ถ้าทำได้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ แล้วรายได้เหล่านี้จะถูกนำกลับมาพัฒนาและอนุรักษ์ป่าให้เป็นป่าชั้นหนึ่งของโลกได้

                สอง เรามีสองมหาสมุทร ซ้ายมือของคาบสมุทรภาคใต้คือมหาสมุทรอินเดีย ส่วนขวามือคือมหาสมุทรแปซิฟิก รายละเอียดจะเว้นไม่พูด เพียงแต่ย้ำว่าไทยมีศักยภาพเป็นมหาอำนาจทางทะเลด้วย ฝากไว้ให้คนรุ่นหลังคิดต่อไป

                ด้านการศึกษา เด็กของเราควรรู้เรื่องเอเชียมากขึ้น และเด็กทางเหนือควรรู้ภาษาจีนและพม่าจนถึงอ่านเขียนได้ เด็กอีสานควรพูดอ่านเขียนลาวและเวียดนามได้ ทางอีสานใต้ควรพูดเขมรได้ ส่วนทางใต้ควรพูดและอ่านเขียนมลายูให้ได้ เป็นต้น เราต้องเตรียมเด็กของเราให้ข้ามไปทำงานในลาว พม่า เขมร เวียดนาม จีน ด้วย ประเด็นอยู่ตรงนี้ อย่าคิดการศึกษาเฉพาะที่อยู่ใน "ขวาน" ของไทย ต้องออกจาก "ขวาน" ด้วย และต้องรู้จักทะเลและมหาสมุทรของเราด้วย

                ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญ ผมไม่เถียง แต่...ภาษาเพื่อนบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน ที่สำคัญตอนนี้เศรษฐกิจไม่ได้ "บูม" อยู่ที่ยุโรปและสหรัฐอีก แต่ "บูม" อยู่แถวบ้านเรา คือ ทั้งในเอเชียและอาเซียน ฉะนั้น ต้องยกระดับการเรียนการสอนภาษาของเพื่อนบ้านเราเองด้วย (ไทยกับ “หลั่นล้าอีโคโนมี”)

 

 


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว