ควันพิษไร้พรมแดน!


   

 

             เพื่อนฝูงที่สงขลา, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาสแจ้งมาว่าพิษหมอกควันจากอินโดนีเซียพัดพามาถึงทางใต้ของไทยอีกวาระหนึ่งแล้ว

                ครั้งนี้หนักหนาสาหัสสากรรจ์ไม่แพ้คราวก่อนๆ

                คนในมาเลเซียและสิงคโปร์ก็เผชิญกับวิกฤติทำนองเดียวกัน ต้องปิดโรงเรียนหลายพันแห่ง

                แม้ประธานาธิบดีโจโกวีจะประกาศเอาจริงกับผู้เกี่ยวข้องกับการเผาป่าบนเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล

                คุณปรางทิพย์ ดาวเรือง นักข่าวนักเขียนคนไทยอาวุโสที่ใช้ชีวิตอยู่ในกัวลาลัมเปอร์มายาวนานเขียนใน Facebook ของเธอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมอ่านแล้วเห็นภาพชัดเจน

                เธอพาดหัวว่า "นรกไร้พรมแดน"

                ขออนุญาตนำมาแชร์เพื่อให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เพื่อคนไทยจะได้รับรู้ร่วมกันว่าใครจะต้องร่วมรับผิดชอบปัญหานี้บ้าง

                คุณปรางทิพย์เขียนว่า

                “กัวลาลัมเปอร์วันนี้ไม่ผิดอะไรกับเมืองในหมอก แสงอาทิตย์สีแปลกๆ พยายามส่องผ่านม่านเทาๆ  ท่ามกลางกลิ่นเหม็นจากป่าที่ลุกเป็นไฟบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตันและจังหวัดเรียวของอินโดนีเซีย  ค่าอากาศอันเลวร้ายในกัวลาลัมเปอร์ยังดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับเกาะซาราวัก ซาบาห์ โรงเรียนในหลายพื้นที่ในประเทศทยอยปิดชั่วคราวให้เด็กๆ ได้หลบภัยอยู่ในบ้าน ในขณะที่ผู้ใหญ่ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ

                กว่าสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลอินโดนีเซียและมาเลเซียแลกหมัดกันเบาะๆ เรื่อง 'ใครเผา' รัฐมนตรี สีติ นูร์บายา บาการ์ แห่งกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อินโดนีเซียบอกว่า ทางอินโดนีเซียได้ปิดพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของบริษัทต่างๆ ราว 30 บริษัทที่อยู่ในจุด hot spot ในจำนวนนั้นมีสี่บริษัทที่เป็นบริษัทของมาเลเซีย

                การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ทำเอาชาวเน็ตมาเลเซียเต้นผางจนโซเชียลมีเดียแทบลุกเป็นไฟ เพราะก่อนหน้านี้รัฐมนตรีสีติเคยพูดว่าหมอกควันที่เกิดในมาเลเซียมาจากการเผาในพื้นที่มาเลเซียเอง เมื่ออินโดนีเซียเกทับมาเช่นนี้ มาเลเซียก็ต้องบลัฟกลับคืน โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคือรัฐมนตรี โหยว บา หยิน แห่งกระทรวงพลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ออกมาพูดว่ารัฐบาลอินโดนีเซียควรลงโทษผู้เป็นต้นเหตุในการเผาตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือควรจะรีบดับไฟเสีย

                ฟังแล้วรู้สึกว่ารัฐมนตรีโหยวพูดจาสมเหตุสมผล เว้นแต่เรื่องเดียวคือหนึ่งในสี่บริษัทที่ทางอินโดนีเซียระบุถึงคือบริษัท ไอโอไอ คอร์เปอเรชั่น (IOI Corporation) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือครอบครัวของท่านรัฐมนตรีเอง โดยสามีของรัฐมนตรีเป็นซีอีโอของ IOI Property ซึ่งเป็นธุรกิจหลักธุรกิจหนึ่งของกลุ่ม  IOI Corporation มีกิจการปลูกปาล์มในอินโดนีเซียผ่านบริษัทลูกชื่อ Sukses Karya Sawit

                ส่วนบริษัทสัญชาติมาเลเซียอีกสามบริษัทที่เหลือก็น่าสนใจไม่หยอก ที่มาแรงเป็นอันดับแรกคือบริษัท ซาม ดาร์บี้ แพลนเทชั่น (Sime Darby Plantation) ที่เป็นบริษัทของรัฐบาลมาเลเซีย ในมาเลเซียรัฐบาลเป็นเจ้าของบริษัทเอกชนที่เรียกกันสั้นๆ ว่า จีแอลซี (government-linked company: GLC)  ผ่านกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่นกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ เป็นต้น วงการปาล์มน้ำมันนานาชาติรู้กันดีว่าซาม ดาร์บี้เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม โดยถือเป็นผู้ปลูกปาล์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกถ้านับกันตามขนาดของพื้นที่

                ส่วนอีกสองบริษัทที่เหลือคือ ไอเอ็มดี เบอร์ฮาด (IMD Berhad) กับ กัวลาลัมเปอร์ เคอปง เบอร์ฮาด  (Kuala Lumpur Kepong Berhad) นั้นเป็นบริษัทของรัฐบาลแห่งรัฐตรังกานู เช่นเดียวกับรัฐบาลกลาง รัฐต่างๆ ในระบบสมาพันธรัฐของมาเลเซียล้วนมีบริษัทและการลงทุนที่เป็นของตนเอง

                พูดง่ายๆ คือบริษัทของรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้ต้องสงสัยในการมีส่วนร่วมกับโรงงานผลิตควันในมาเลเซีย ในขณะที่รัฐบาลสองประเทศชักจะมองหน้ากันไม่ติด ทางฝ่ายบริษัทมาเลเซียยังยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า 'เปล่า'

                ในงานประชุมเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันที่เวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ นักธุรกิจปาล์มน้ำมันจากมาเลเซียผู้ไม่ประสงค์จะออกนามผู้หนึ่งบอกกับสื่อมาเลเซียว่า เป็นไปได้ที่อาจเกิดการติดไฟขึ้นในที่ดินของบริษัทตน  แต่ไม่ได้หมายความว่าทางบริษัทเป็นคนเผา สาเหตุของไฟอาจเกิดได้หลายประการ เช่นจากลักษณะดินในพื้นที่ที่ง่ายต่อการติดไฟในยามที่อากาศร้อนและแห้ง หรือเกิดจากการที่พื้นที่ข้างเคียงเผาแล้วไฟลามมายังพื้นที่ของบริษัท

                ยังมีความไม่ปะติดปะต่อของข้อมูลอีกมากมายที่สร้างความฉงนฉงายต่อประชาชนที่นับวันจะมึนกับควันไฟมากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใครเผาใครไม่เผา พื้นที่ปลูกปาล์มของใครใหญ่แค่ไหน นอกจากบริษัทมาเลเซียสี่บริษัทยังมีบริษัทของใครบ้าง ตกลงจะจัดการอย่างไร ทุนเดินทางข้ามพรมแดน แล้วบางครั้งก็พานรกมาด้วย”. 


ผม "หายไป" ด้วยท้องไส้ไม่สบายซะหลายวันแต่วันนี้ ๒๑ ตุลาไม่หายก็ต้องหาย เพราะเป็นวันครบรอบอีกขวบของไทยโพสต์ ยังไงๆ ก็ต้องเอาหน้ามาเจอกัน ที่สำคัญ........

'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา
ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี