
นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2562 ที่มีกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพ จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะมีการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าเหล็กสูงกว่า 39 % คาดว่าส่งผลกระทบโดยรวมต่อผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ใช้หลังคาเหล็กไทยเป็นวัตถุดิบ ประมาณ 1,500 ราย ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และแรงงานในระบบกว่า 100,000 คน
ซึ่งล่าสุดต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ทางสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สภาเอสเอ็มอี) และภาคีเครือข่ายสภาเอสเอ็มอีที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวน 5 สมาคม ได้ยื่นหนังสือต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอให้พิจารณาช่วยเหลือ โดยนายสุริยะตอบรับให้เข้าพบแล้วต้นเดือนต.ค.นี้ ส่วนนายจุรินทร์ยังอยู่ระหว่างประสาน ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาเคยพยายามคัดค้านกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แต่ไร้ผลเพราะกลุ่มที่ต้องการให้มีกฎหมายคือกลุ่มบริษัทเหล็กขนาดใหญ่
"ผลกระทบจากกฎหมายนี้ค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้นอย่างน้อย 39% ตามที่กำแพงภาษีนำเข้า เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตหลังคาเหล็กไทย ผลิตเพียง 2 บริษัท มีกำลังการผลิตรวมกันไม่เกินปีละ 335,000 ตันต่อปี ขณะที่การบริโภคอยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี ที่เหลือ 600,000-700,000 ตันต่อปีต้องนำเข้า จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อนำเข้าต้นทุนสูงขึ้น ผู้บริโภคก็ต้องได้รับผลกระทบตาม โดยคาดว่าภายใน 3 เดือนหลังกฎหมายบังคับใช้ ราคาหลังคาเหล็กจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแน่นอน"นายพันธนวุฒิกล่าว
สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนิน มี 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ต้องการให้ภาครัฐยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวกับอุตสาหกรรมการผลิตหลังคาเหล็กไทย และให้กำหนดเพิ่มเติมด้านมาตรฐานเหล็กที่ใช้ผลิตหลังคา โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลของสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นแทน เพื่อใช้เป็นมาตรการกีดกันสินค้าด้อยคุณภาพแทนกำแพงภาษี 2.ให้กรมการค้าภายในควบคุมราคาผู้ผลิตภายในประเทศที่ปัจจุบันมีเพียง 2 บริษัท เพราะกังวลว่าเมื่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ใช้หลังคาเหล็กไทยเป็นวัตถุดิบ 1,500 รายเปลี่ยนมาซื้อจากผู้ผลิต 2 รายแทนการนำเข้าอาจมีการปรับขึ้นราคาได้
3.ตรวจสอบควบคุมการนำเข้าของผู้ผลิตภายในประเทศทั้ง 2 ราย โดยเฉพาะบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นและ/หรือบริษัทที่ลงทุนโดยต่างชาติ เพราะอาจนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ไม่อยู่ในลิสต์ตั้งกำแพงภาษี อาทิ มาเลเซีย เพราะปัจจุบันประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษี ประกอบด้วย จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และเวียดนาม และ4.ถ้าหากเกิดปัญหาสินค้าไม่พอกับความต้องการของตลาด ภาครัฐจะต้องมีคำตอบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร หากการนำเข้าสินค้ามีปัญหาและมีอัตราภาษีที่สูงการออกกำแพงภาษี เพราะผู้แบกรับปัญหาจากมาตรการนี้คือประชาชน
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |