เกาะติดเศรษฐกิจ : 'สังคมแห่งความกังวล'


เพิ่มเพื่อน    

 

เกาะติดเศรษฐกิจ

 

สังคมแห่งความกังวล

“สังคมแห่งความกังวล” หรือ “สังคมแห่งความไม่ไว้วางใจ” หรือ “สังคมแห่งความหวาดระแวง” หรือ “สังคมแห่งการจับผิด” เป็นหัวข้อที่ผมจั่วไว้เพื่อจะชวนท่านผู้อ่านทุกท่านชวนคิดและชวนคุยกันในเรื่องนี้  และผมอยากจะให้เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ดีเพื่อการวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์มากกว่าจะพูดไปในแนววิจารณ์เชิงติเตียน 

                หลายคนคงเริ่มสงสัยกันว่าทำไมผมถึงจั่วคอลัมน์นี้ด้วยวลีที่ว่า “สังคมแห่งความกังวล”  เพราะเนื้อหาสาระของข้อมูลข่าวสารในสังคมไทยในปัจจุบัน หรือจะอ้างย้อนหลังไป 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือแม้กระทั่ง 10-20 ปี นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 หรือที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” สังคมไทยมีความกังวลและไม่ไว้วางใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ  สังคม และการเมืองของไทย (อาจรวมถึงของโลก) มาโดยตลอด   

                อาจเพราะเรามีความหวังว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นโดยเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองหลังจากเราเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตุ้มยำกุ้ง  เราก็หวังว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวโดยเร็วหลังจากที่ประเทศไทยต้องลอยตัวค่าเงินบาทในเดือนกรกฎาคม 2540 เพื่อแก้ไขปัญหาการถูกโจมตีค่าเงินบาทและปัญหาเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเหลือน้อยจนต้องเข้าสู่กระบวนการกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับเศรษฐกิจถดถอยโดยเศรษฐกิจไทยขยายตัว -2.8% และ -7.6% ในปี 2540 และ 2541 ตามลำดับ จนทำให้เกิดปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 47% ของสินเชื่อโดยรวม  และธุรกิจเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้และล้มละลายเป็นจำนวนมาก  ทำให้อัตราการว่างงานสูงเกินกว่า  4% ในช่วงปี 2541-2543  จนกระทั่งเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 2545 เป็นต้นมา และประเทศไทยสามารถชำระคืนหนี้เงินกู้ให้กับ IMF ได้ครบถ้วนก่อนเวลาที่กำหนดได้ในปี 2547 ซึ่งทุกอย่างน่าจะคลี่คลายลง สังคมไทยเริ่มกลับมาเป็น “สังคมแห่งความหวัง” และคลายกังวลลงไปเห็นลำดับ  แต่ประเทศไทยเริ่มกลับมาเผชิญกับปัญหาใหม่คือ ปัญหาทางการเมือง

                ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551  หลังจากนั้นประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหาทางการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง  จนกระทั่งวันที่  22  พฤษภาคม  2557  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ได้เข้ามาบริหารประเทศจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยได้เข้าสู่ “สังคมแห่งความกังวล” ว่าการเมืองจะกลับมามีเสถียรภาพอย่างแท้จริงอีกเมื่อไร  หรือกีฬาสี (เหลืองแดง) ทางการเมืองจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ในอนาคต (แม้จะมีการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม)

                เมื่อการเมืองไทยไม่นิ่งไม่มีเสถียรภาพตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา  ปัญหาทางการเมืองจึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด 20 ปี  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยความเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 5%  ต่อปีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉกเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย  แต่ปัญหาทางการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง  ความวุ่นวายทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลตลอด 20 ปี ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ  ตลอดจนนักลงทุนและคนไทยทั่วไป ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยไม่คึกคักเท่าที่ควรตลอด 20 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 3.9% และ 3.0% ในช่วงปี 2541-2550 และช่วงปี 2551-2560 ตามลำดับ

                นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2551-2560 ยังได้รับผลกระทบมาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกคือวิกฤตการณ์แฮมเบอเกอร์ของสหรัฐฯ ในปี 2552  ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซบเซาและเพิ่งเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับการส่งออกต่ำและติดลบโดยเฉพาะในปี 2556-2559  และพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของไทยไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยน้ำตาล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน มีราคาตกต่ำจนเป็นที่มาของกำลังซื้อซบเซาทั่วประเทศไทยในขณะนี้  

                บทสรุปที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมาที่ทำให้ประเทศไทยเป็น “สังคมแห่งความกังวล” คือ ปัญหาทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพ นโยบายของรัฐบาลไทยไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกซบเซา และเศรษฐกิจไทยซึมตัว (เพราะราคาพืชผลตกต่ำ ส่งออกไม่ได้ ตลอดจนการขาดความเชื่อมั่นของประชาชนและนักธุรกิจ)

                ณ วินาทีนี้ สังคมไทยยังกังวลว่า “ยังไม่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเลย เศรษฐกิจยังโตกระจุกและจนกระจายอยู๋เลย” หรือ “การเลือกตั้งในไทยจะเกิดขึ้นในปีหน้าหรือไม่  หลังการเลือกตั้งความวุ่นวายทางการเมืองจะกลับมาอีกหรือไม่ และกีฬาสีเหลืองแดงยังจะมีอีกหรือไม่”  ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สำรวจล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนเนื่องจากกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย

                แม้กระทั่งการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงจากนอกประเทศและในประเทศจาก E-commerce  การใช้ Cryptocurrency  หรือการใช้หุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีทำงานแทนคนก็สร้างความกังวลให้กับนักธุรกิจและแรงงานไทย  จนล่าสุด เลขาธิการสภาพัฒน์  ออกมาเปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 4 และภาพรวมปี 2560 ว่าภาวะการจ้างงานปี 2560 ลดลงจากปี2559  เพราะผลพวงจากธุรกิจหันใช้เทคโนโลยีชั้นสูงแทนคนมากขึ้น พร้อมทั้งเตือนกลลวงซื้อขายสินค้าผ่านคิวอาร์โค้ด และสกุลเงินดิจิตอล

                แน่นอนครับ  การสร้าง “สังคมแห่งความหวัง” หรือ “สังคมแห่งความมั่นใจ” ทดแทน “สังคมแห่งความกังวล” เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างให้ได้ครับ ผลงานของรัฐบาลที่สร้างต้องเกิดขึ้นที่ “ตา” และ “ใจ” ของคนไทยครับ

 

                                                                                                                                                               

ผศ.ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.