ซีอีโอหัวเว่ย : เราจะไม่ ตกหลุมพรางของทรัมป์!


   

                คุณเหริน เจิ้งเฟย์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย บริษัทยักษ์ของจีนด้านเทคโนโลยีแสดงความเห็นหลายเรื่องหลังจากที่ถูกสหรัฐกดดันด้านต่างๆ

                ในการให้สัมภาษณ์สกายนิวส์ของอังกฤษในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีหลายคำถามที่เขาให้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจน

                ประเด็นหนึ่งที่หลายคนอยากรู้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างหัวเว่ยกับรัฐบาลจีนเป็นอย่างไร

                นักข่าวถามเขาว่า ตั้งแต่เกิดข้อพิพาทระหว่างสหรัฐกับหัวเว่ย เขาได้พูดคุยอะไรกับผู้นำจีนบ้าง

                เหริน เจิ้งเฟย์ ตอบน่าสนใจว่า

                “เราไม่ได้คุยอะไรกันเลย ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องคุยอะไรกัน ถ้าต้องคุยกันแสดงว่าเราตกหลุมพรางที่ทรัมป์วางไว้ ทรัมป์ต้องการให้จีนยอมยกผลประโยชน์บางอย่างเพื่อแลกกับความอยู่รอดของหัวเว่ย แล้วทำไมรัฐบาลจีนต้องทำเช่นนั้นเล่า พวกเราอยู่รอดได้ด้วยตัวพวกเราเอง สหรัฐบดขยี้เราไม่ได้

                เขาบอกว่าแม้หัวเว่ยอาจจะต้องประสบช่วงเวลาลำบากกว่าที่คาดไว้ แต่จีนก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

                เขาเสริมอีกว่า

                “ในนามของหัวเว่ย ผมไม่อยากจะเป็นสาเหตุให้ประชาชนชาวจีนจะต้องได้รับผลกระทบ ผมมีเงินมากกว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศ ผมจะให้คนที่มีน้อยกว่าผมสู้กับทรัมป์แล้วเสียผลประโยชน์เพื่อผลประโยชน์ของพวกเราเองได้อย่างไรกัน ผมไม่ได้อยากให้เราต้องเข้าไปอยู่ในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ พวกเราตัดสินใจที่จะสู้ด้วยกำลังของเราเอง พวกเราจะไม่เรียกร้องขอความช่วยเหลือ และเราเชื่อว่าเราจะชนะ....”

                เหริน เจิ้งเฟย์ บอกนักข่าวฝรั่งคนนั้นว่า

                “คุณเป็นนักข่าวต่างชาติคนแรกที่มาเยี่ยมชมฮอลล์จัดแสดงที่ศูนย์จีเจีย ฝ่ายเทคนิคของเราเคยตั้งใจว่าจะไม่ให้นักข่าวเข้าเยี่ยมชมการแสดงแห่งนี้ ให้เข้ามาถ่ายรูปหรือบันทึกวิดีโอนี่จะไม่ให้เลยในตอนแรก เพราะพวกเขากลัวถูกนำความลับทางการค้าไปเปิดเผยต่อคู่แข่ง ผมคิดว่าเราไม่ต้องซ่อนอะไร ถ้าเรายืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง เราควรเปิดใจเข้าไว้ ดังนั้นตอนนี้คุณคือนักข่าวคนแรกของโลกที่ได้เยี่ยมชมฮอลล์จัดแสดง 5G ของเรา คุณได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอระหว่างการเดินชม เราต้องการแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราอยู่รอดได้ แม้จะไม่มีการสนับสนุนจากสหรัฐ”

                เหริน เจิ้งเฟย์ บอกว่า เขามั่นใจว่าหัวเว่ยจะยังเป็นผู้นำของโลกในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า

                “หลังจากนั้นเราไม่รู้ว่าบริษัทจะตกต่ำลงหรือเปล่า สหรัฐไม่ให้เราเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเขา เราจะค่อยๆ ร่วงโรยหรือจางไปแบบราชวงศ์ชิงหรือไม่”

                ซีอีโอหัวเว่ยยอมรับว่า หากถูกอเมริกาบีบหนักๆ อีกหน่อยหัวเว่ยก็อาจจะตามเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ไม่ทัน “ก็ไม่แน่นะครับ”

                เขาบอกว่า

                “ถ้าจะให้บอกสถานการณ์ตอนนี้ ผมหวังว่านักวิทยาศาสตร์ชาวจีนและสถาบันวิจัยต่างๆ ของจีนจะมองข้ามความเฟื่องฟูทางวิชาการ เพราะหากเราคิดว่าความเฟื่องฟูจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ คนจะเลิกขวนขวายเรียนรู้อย่างจริงจัง”

                เหริน เจิ้งเฟย์ เสริมว่า

                “ระหว่างช่วงเวลาที่ยากลำบาก พวกเราจะไม่ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน ถ้าเราทำเช่นนั้น มันจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ แล้วเราจะทำไปทำไมกัน เราแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ ทำไมต้องให้รัฐบาลจีนมาต่อรองอะไรให้เราด้วย”

                ที่เหริน เจิ้งเฟย์ ต้องออกมายืนยันว่าไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนก็เพราะไม่ต้องการตอกย้ำภาพในโลกตะวันตกว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลจีนคือเจ้าของหัวเว่ย

                หัวเว่ยยืนยันมาตลอดว่าการเมืองกับธุรกิจต้องแยกจากกัน แต่เมื่อทรัมป์เอาการเมืองกับธุรกิจมาโยงเข้ากัน ก็ทำให้เกิดปัญหาพัวพันยุ่งยากอย่างที่เห็นกันนั่นแหละ

                หัวเว่ยจะเดินหน้าเผชิญกับแรงกดดันของทรัมป์ต่อไปอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างกระชั้นชิดทีเดียว.

 


เก็บมาเล่า..... วันเสาร์ที่ผ่านมา มีคนบอกว่า โลกหมุนรอบ "ธนาธร-ปิยบุตร" เพราะ ๒ คนนี้คือผู้นำเหล่านักรบต่อสู้กับเผด็จการ เป็นผู้กอบกู้ประชาธิปไตยจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจทหาร

แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร
"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!