ธีรยุทธกับวิกฤติ ‘ความเมือง’ ที่ขยายวงความขัดแย้งสังคมไทย


   

 

              คุณธีรยุทธ บุญมี พูดถึง “การเมือง” กับ “ความเมือง” ได้น่าสนใจ เพราะเป็นประเด็นที่มีการนำขึ้นวิเคราะห์กันในหลายวงการก่อนหน้านี้เช่นกัน

                เพียงแต่คุณธีรยุทธแยก “ความเมือง” จาก “การเมือง” ให้เห็นถึง “กับดักแห่งความขัดแย้ง” ที่ดูเหมือนว่านอกจากจะไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ยังทำท่าจะเสื่อมทรุดลงเพราะความขัดแย้งได้ขยายวงไปกว้างขวางขึ้นอีกหลายมิติ

                คุณธีรยุทธบอกว่า ขณะนี้มีกระบวนทัศน์ใหม่ที่เข้ามาครอบงำคนไทยคือ “ความเมือง” เข้ามาแทนที่ระบบคิดแบบ “การเมือง”

                วงการรัฐศาสตร์มีความคิดหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นคือ ความคิดว่าสิ่งที่สะท้อนแก่นแท้ของสังคมมนุษย์มากกว่า “การเมือง” คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเมือง”

                การเมืองกับความเมืองต่างกันอย่างไร?

                คุณธีรยุทธอธิบายว่า “การเมือง” มีนิยามว่าเป็นพื้นที่การแข่งขันของความคิดที่ต่างกัน หรือโกรธกันระหว่างบุคคลก็ได้ แต่สามารถหาข้อสรุปโดยเสียงส่วนใหญ่

                แต่ “ความเมือง” เป็นเรื่องการต่อสู้แบบเบ็ดเสร็จของกลุ่มคนซึ่งมองอีกกลุ่มหนึ่งเป็น “พวกเรากับศัตรู” เป็นความสัมพันธ์เชิงสงคราม

                กลุ่มบุคคลที่อยู่ด้วยความหวาดระแวง ต้องเอากลุ่มตัวเองให้อยู่รอด กลุ่มอื่นต้องทำลายล้าง ที่น่าเป็นห่วงสำหรับคุณธีรยุทธคือคนไทยส่วนหนึ่งกำลังรับกระบวนทัศน์แบบ “ความเมือง” มาใช้ในภาวะปกติ ทั้งๆ ที่ไม่มีวิกฤติใดๆ เพราะเรามีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลแล้ว ทำให้กระบวนการการเมืองกลายเป็น “นักความเมือง”

                นักการเมืองกลายเป็นนักความเมือง

                พรรคการเมืองกลายเป็นพรรคความเมือง

                จากการเล่นการเมืองกลายเป็นเล่นความเมือง

                นักวิชาการกลายเป็นนักโฆษณาความเมือง

                ทหารฝ่ายความมั่นคงกลายเป็นทหารฝ่ายความเมือง

                สิ่งที่ตามมาในความเห็นของคุณธีรยุทธก็คือระบบคิดแบบความเมืองเช่นนี้ ทำให้ความขัดแข้งขยายตัวน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ

                เริ่มจากความขัดแย้งเหลือง-แดง เป็นเรื่องชนชั้นกลางในชนบทกับชนชั้นกลางชั้นสูงในเมือง ต่อมาเพิ่มประเด็นเป็นภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ใต้

                กลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ประชาธิปไตยกับเผด็จการ”

                การเลือกตั้งล่าสุดก็เพิ่มประเด็นคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ ความคิดเก่าความคิดใหม่

                การที่ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอดบ่งชี้ว่า รัฐบาลกับทหารจัดการวิกฤติผิดพลาด มองปัญหาใจกลางผิด และอาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง

                นั่นคือแนวทางวิเคราะห์ของคุณธีรยุทธ ซึ่งสอดคล้องกับการมองการเมืองวันนี้ของคนหลายกลุ่ม

                ความน่ากังวลขอคนหลายฝ่ายก็คือความขัดแย้งของสังคมไทยไม่ได้ลดลง แต่แปรสภาพเป็นความตึงเครียดที่แฝงตัวในรูปแบบต่างๆ เพราะการที่ไม่มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผย, เสรีและเป็นกลาง

                ยิ่งมีโซเชียลมีเดียมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ก็ยิ่งตอกย้ำของความเชื่อแต่ละฝ่ายว่าความเห็นกลุ่มตนเท่านั้นที่ถูกต้อง คนที่ไม่เห็นพ้องด้วยจะกลายเป็น “ฝ่ายตรงกันข้าม” โดยอัตโนมัติ

                สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะคนไทยที่ใช้เวลาโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ชั่วโมงในโซเชียลมีเดียนั้นกำลังตกเป็นเหยื่อของการปรับ “อัลกอริทึ่ม” ของ apps ต่างๆ ในมือถือที่ป้อนเฉพาะข้อมูลข่าวสารและความเห็นที่สอดคล้องกับแต่ละคนด้วยเหตุผลทางการตลาด

                เมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยอ่าน, ฟังและชมเนื้อหาจากมือถือที่ถูก “ปั่น” โดย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ให้กลายเป็น “ลูกค้า” ของสินค้าและบริหารทางออนไลน์เป็นหลัก สิ่งที่ได้รับรู้ก็กลายเป็นข้อมูลที่มีการจัด “โปรแกรม” เอาไว้แล้ว

                ยิ่งนับวันคนที่เชื่ออะไรบางอย่างก็ยิ่งจะได้รับการตอกย้ำสิ่งที่เขาคิดและทำนั้นถูกต้องแล้ว และสิ่งที่คนอื่นเชื่อหรือเห็นนั้นเป็นคนละฝ่ายกับตน

                จนเกิดปรากฏการณ์ echo chamber หรือการได้ยินได้ฟังเสียงสะท้อนที่ก้องมาจากเสียงของตัวเอง เป็นการย้ำความเชื่อของตนเองไปทางเดียว ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเห็นหรือเหตุผลที่อีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างไรเลย

             ไปๆ มาๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยก็จะเสพข้อมูลเฉพาะที่ตนอยากเสพ และปฏิเสธข่าวสารความเห็นที่ไม่สอดคล้องต้องกับความเชื่อของตน

                เป็นสาเหตุของความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ที่กำลังขยายวงแห่งความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ

                และนี่คือที่มาของการที่เรายังติด “กับดักแห่งความขัดแย้ง” ที่ยืดเยื้อมาสิบกว่าปีโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบหรือผ่อนเบาลงแต่อย่างไร.

 


ที่ว่า "หนัก" เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก....... ก็เบา!

"ทำบุญไว้เถิด" จะเกิดผล
นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!
คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร