ถ้ามหาธีร์เล่นบทบู๊แทนอาเซียน ไทยเราเล่นบทบุ๋นเป็นหรือไม่?


   

    ท่านผู้เฒ่ามหาธีร์ โมหะหมัดมากรุงเทพฯ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  ท่านยิงซัลโวฟาดฟันโดนัลด์ ทรัมป์และสหภาพยุโรปอย่างดุเดือด
    "อาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีประชากร 650 ล้านคน ต้องรวมตัวเป็นพลังเพื่อสู้กับทรัมป์...."!
    ผมเห็นด้วยกับนายกฯ มาเลเซียผู้อหังการท่านนี้ในประเด็นนี้เลยครับ
    ถ้าอาเซียนรวมกันได้จริง ไม่ต้องกลัวใคร ต่อรองกับใครก็ได้ เพราะตลาด 650 ล้านคนนั้นมีศักยภาพทางธุรกิจเป็นอันดับ 5 รองจากอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น และเยอรมนีเท่านั้น
    แต่ที่ผ่านมาอาเซียนยังไม่สร้างอำนาจต่อรองกันพอ ยังปกปักรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง แทนที่จะรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับข้างนอกอย่างแข็งขัน
    มหาธีร์บอกว่าเขาเชื่อว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะยืดเยื้อไปอีก 5 ปีหากทรัมป์ได้รับเลือกกลับมาอีกครั้ง
    "คนที่ไม่ชอบนโยบายทรัมป์ก็มีมาก ที่ชอบก็มี แต่เราอาเซียนต้องประสานกันให้แน่นเพื่อต้านแรงกดดันทางการค้าของทรัมป์และอียู" นายกฯ มหาธีร์บอกต่อที่ประชุมของ Asean Business Advisory  Council เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
    มหาธีร์แค้นที่อียูสั่งห้ามปาล์มน้ำมันเข้าประเทศด้วยข้ออ้างว่ามีผลต่อสิ่งแวดล้อม
    ท่านผู้เฒ่าบอกว่า "เมื่ออียูห้ามปาล์มน้ำมันของเรา เราก็จะต้องห้ามสินค้าบางอย่างของเขาเหมือนกัน"
    มหาธีร์บอกว่าจีนล้ำหน้าอาเซียนทางด้านเทคโนโลยีไปหลายขุม จึงเป็นหน้าที่ของอาเซียนที่จะต้องจับให้ได้ไล่ให้ทันทางด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ร่วมกันในอนาคต
    มหาธีร์คงจะรู้สึกว่าทรัมป์ไม่ให้เกียรติอาเซียนที่ไม่มาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนและคู่เจรจา แต่กลับส่งคณะผู้แทนที่เรียกได้ว่ามีอาวุโสต่ำสุดตั้งแต่สมัยโอบามาซึ่งเคยมาร่วมด้วยตัวเองเกือบจะทุกครั้ง
    ทรัมป์ส่งที่ปรึกษาความมั่นคง Robert O'Brien ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนที่แล้วมาป็น "ทูตพิเศษ" แทนตัวเอง แทนที่จะเป็นรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์เหมือนปีที่แล้วที่สิงคโปร์
    รัฐมนตรีพาณิชย์ วิลเบอร์ รอสส์มาร่วมประชุม Indo-Pacific Business Forum ซึ่งเป็นอีกเวทีหนึ่งที่รวมเอาผู้นำด้านธุรกิจและรัฐมนตรีบางประเทศมาร่วมถกกันเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก...เป็นการประชุมปีที่สอง หลังที่ปีที่แล้วสหรัฐฯ ผลักดันให้เกิดเวทีนี้เพื่อให้เอกชนกับรัฐบาลในภูมิภาคนี้มีโอกาสสานสัมพันธ์กันทางด้านค้าขายและลงทุน
    อีกคนหนึ่งจากวอชิงตันที่มาร่วมประชุมในระดับเจ้าหน้าที่ คือผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชีย-แปซิฟิก ชื่อ David Stilwell ซึ่งมาให้สัมภาษณ์บางสื่อในกรุงเทพฯ เตือนอาเซียนให้ระวังแผนของจีนในการครอบงำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
    ชัดเจนว่าคณะของสหรัฐฯ มากรุงเทพฯ ครั้งนี้เพื่อแสดงจุดยืนสกัดอิทธิพลของจีน แต่เมื่อทรัมป์แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นความสำคัญของอาเซียนและเอเชียตะวันออกเพียงพอ ก็ย่อมจะเป็นการเปิดช่องว่างหรือสุญญากาศให้จีนเข้ามา "ถมช่องว่างแห่งอำนาจ" อย่างปฏิเสธไม่ได้
    ท่านผู้เฒ่ามหาธีร์เป็นผู้นำอาเซียนคนเดียวที่สามารถส่งเสียงดังแทนสมาชิกของทั้งกลุ่ม 
    จึงต้องแสดงความชื่นชมท่านที่ย้ำเตือนเพื่อนๆ ในมวลหมู่สมาชิกอาเซียนว่า
    อาเซียนไม่ใช่ขี้ไก่ อย่าทำตัวหงอมหาอำนาจ จงระดมสรรพกำลังเพื่อต่อรองกับทรัมป์และชาติใหญ่อื่นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของภูมิภาคนี้อย่างสมศักดิ์ศรี
    ไทยเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนปีนี้ และเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ อาจจะไม่อยู่ในฐานะที่จะตะโกนเสียงดังนัก แต่บทบาทของเราในฐานะผู้ประสานระหว่างเพื่อนอาเซียนทั้งหลายจะต้องคึกคักและกระตือรือร้น
     แม้ความเป็นเจ้าภาพจะถูกส่งต่อไปให้เวียดนามในปีหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยเราจะไม่สามารถเล่นบทบาทของผู้เจนจัดเวทีการทูตที่เข้าใจทุกฝ่าย แต่ต้องรักษาสถานภาพของอาเซียนและไทยอย่างโดดเด่นและจริงจัง ให้ท่านผู้อาวุโสมหาธีร์ท่านเล่นบทบู๊แทนอาเซียน
    ไทยเราต้องฝึกฝนเล่นบทบุ๋นเพื่อเสริมเพื่อนบ้านของเรา ในยามที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะเปลี่ยนผ่านที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง!


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน