ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ


   

ภาพ : ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ

ที่มา : https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/

       

        บทความนี้นำเสนอยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เผยแพร่เมื่อต้นพฤศจิกายนที่ผ่านมา ใช้ชื่อว่า “A Free and Open Indo-Pacific : Advancing a Shared Vision” หรือ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง วิสัยทัศน์ร่วมอันก้าวหน้า” มีสาระสำคัญดังนี้

        ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ภายใต้วิสัยทัศน์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (free and open Indo-Pacific) ภูมิภาคที่ 35 ประเทศอยู่ร่วมกันโดยต่างมีอธิปไตย เป็นไท ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

        1.สหรัฐจะพัวพันกับประเทศในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง (deeply engaged) ความเป็นไปของสหรัฐสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้ทุกด้าน

        2.สหรัฐ พันธมิตรและหุ้นส่วนจะร่วมรักษาระเบียบที่ยึดหลักเสรีและเปิดกว้าง ทุกประเทศมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาหลักการนี้ สหรัฐจะเพิ่มขยายความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค

        3.รัฐบาลสหรัฐจะตั้งงบประมาณช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์ บริษัทอเมริกันจะเข้ามาลงทุน เพื่อประกันความปลอดภัย ความมั่งคั่งและอนาคตของภูมิภาคนี้

        ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือสหรัฐอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (มีขอบเขตจากสหรัฐทางฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกจนถึงอินเดีย) ไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาภูมิภาคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างเหลือเชื่อ หลายร้อยล้านคนพ้นความยากจน เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลก เป็นพื้นที่สำคัญผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เพราะยึดระเบียบที่เสรีและเปิดกว้าง แต่ความมั่นคงกับความมั่งคั่งจะสูญหายถ้าถูกบดบังด้วยพวกอำนาจนิยมที่ยึดผลประโยชน์อันคับแคบบนความสูญเสียของคนอื่น

        ยุทธศาสตร์นี้ยึดค่านิยม 4 ประการ ได้แก่ 1.เคารพอธิปไตยและอิสรภาพของประเทศต่างๆ 2.แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี 3.การค้าที่เปิดเสรี เป็นธรรม และต่างตอบแทน การลงทุนที่เปิดกว้าง ข้อตกลงที่โปร่งใส เชื่อมต่อกันและกัน 4.ยึดถือกฎกติการะหว่างประเทศ

พันธมิตรกับหุ้นส่วน :

      ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์และไทย คือพันธมิตรของสหรัฐที่ช่วยผดุงสันติภาพและความมั่นคงมาอย่างยาวนาน อาเซียนตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคและเป็นศูนย์กลางของวิสัยทัศน์นี้

        “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific) ที่นำเสนอเมื่อมิถุนายน 2019 สอดรับค่านิยมของยุทธศาสตร์นี้ สหรัฐพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกด้าน เช่น ด้านพลังงาน ความมั่นคงทางไซเบอร์ การค้าดิจิทัล สร้างโอกาสแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่งเสริมกิจการของสตรีกับแนวคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ระบบขนส่งมวลชน ความมั่นคงด้านทางน้ำ (water security)

        ยกตัวอย่าง สหรัฐสนับสนุนการพัฒนาด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านทางน้ำ การพัฒนาสาธารณูปโภค และสถาบันต่างๆ ของลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทยและเวียดนาม) ร่วมมือกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ปี 2018 จัดตั้ง U.S.-Support for Economic Growth in Asia (US-SEGA) เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนโดยเฉพาะ

        นอกจากอาเซียนแล้วจะให้ความสำคัญกับพหุภาคีกลุ่มเล็ก (minilateral) เช่น ออสเตรเลียกับญี่ปุ่นเกิดการหารือเชิงยุทธศาสตร์ 3 ฝ่าย (Trilateral Strategic Dialogue) วิสัยทัศน์ตามยุทธศาสตร์นี้ใกล้เคียงกับของญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้และไต้หวัน

        ในความสัมพันธ์ทวิภาคี ยุทธศาสตร์เอ่ยถึงการเพิ่มความร่วมมือกับทุกชาติในกลุ่มอาเซียน และเอ่ยถึงประเทศอื่นๆ ทั้งหมดไม่ว่าจะออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก ประเทศต่างๆ ในอนุภูมิภาคอินเดีย ไม่เว้นแม้กระทั่งติมอร์เลสเต นับเป็นยุทธศาสตร์ที่เอ่ยครอบคลุมทุกประเทศในอินโด-แปซิฟิก

        ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลสหรัฐเพิ่มงบประมาณอุดหนุนช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการติดต่อการค้าระหว่างเอกชน สนับสนุนให้บริษัทเอกชนสหรัฐไปลงทุนในประเทศต่างๆ ลดการกีดกันทางการค้า กระตุ้นการส่งออก และโครงการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน

        รัฐบาลสหรัฐหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วมในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภค ช่วยจัดหางบประมาณก่อสร้าง เช่น จากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

        สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency : IEA) ประเมินว่าจนถึงปี 2040 ร้อยละ 60 ของพลังงานที่ใช้เพิ่มขึ้นจะมาจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ต้องลงทุนเรื่องการขุดเจาะ สร้างโรงกลั่น แหล่งพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด ฯลฯ อย่างน้อยปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ รัฐบาลสหรัฐคาดหวังการลงทุนส่วนนี้และหวังขายน้ำมันให้กับภูมิภาคด้วย

        อินเทอร์เน็ตกับเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มพลังเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนระบบที่เปิดกว้าง สามารถติดต่อทำงานร่วมกัน (interoperable) ปลอดภัย เชื่อถือได้ ไม่ตกอยู่ใต้การควบคุมของประเทศใดประเทศหนึ่ง สหรัฐมีระบบดังกล่าวและขอเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมระบบด้วยกัน   ในด้านธรรมาภิบาล รัฐบาลสหรัฐมีหลายมาตรการต่อต้านรัฐบาลผู้ปฏิบัติมิชอบต่อพลเมืองตนเอง มีหลายโครงการที่ส่งเสริมประชาชนในภูมิภาค เช่น สร้างประชาสังคม ต่อต้านคอร์รัปชัน เสรีภาพสื่อ สิทธิมนุษยชน การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม จีนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในเรื่องเหล่านี้

        รัฐบาลสหรัฐเสาะหาและต้องการสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนความมั่นคงทางทหารเพื่อเผชิญความท้าทายร่วมกัน ปัจจุบันมีทหารและเจ้าหน้าที่พลเรือนอเมริกันที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกถึง 375,000 คน และต้องการรักษาไว้

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

      ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกใกล้เคียงกับยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ของรัฐบาลโอบามา คือการที่สหรัฐปรับพลังอำนาจและความสนใจมาสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่อาจเพิ่มเติมคือรวมอนุภูมิภาคอินเดียเข้ามาและเอ่ยถึงจีนในฐานะปรปักษ์อย่างชัดเจน (ผิดกับสมัยโอบามาที่แสดงออกว่าเป็นมิตร)

        ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเอ่ยถึงพันธมิตรเก่าแก่และพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับบางประเทศ นอกจากนี้กำลังหาพันธมิตรใหม่ อินเดียเป็นกรณีตัวอย่างที่ยุทธศาสตร์นี้ให้ความสำคัญ รัฐบาลสหรัฐพูดอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นพันธมิตรกับอินเดีย เพราะมีประโยชน์หลายอย่างดังที่นำเสนอในบทความก่อน

        การที่อินเดียถอนตัวออกจากความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในนาทีสุดท้ายทั้งๆ ที่ร่วมโต๊ะเจรจาแต่แรก มีข้อสงสัยว่านอกจากเกรงสินค้าจีนตีตลาดแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ด้วยหรือไม่

        ถ้ามองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจรวมอินเดียเข้ามาในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก รัฐบาลสหรัฐมองว่า RCEP เป็นเขตการค้าที่อยู่ใต้อิทธิพลจีน กระทบต่อยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของตน การปฏิเสธไม่เข้าร่วม RCEP ทำให้อินเดียถอยห่างออกจากการพัวพันในทางเศรษฐกิจ และอาจหมายถึงต้องการถอยห่างจากข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ด้วย เป็นประเด็นที่น่าติดตามว่าอินเดียจะอิงมหาอำนาจใดหรือพยายามรักษาสมดุลกับทุกมหาอำนาจ

        อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ลงนามข้อตกลงเนื้อหา RCEP ทำให้ความเป็นพันธมิตร/หุ้นส่วนของประเทศเหล่านี้ซับซ้อนกว่าเดิม

        เมื่อเอ่ยถึงปรปักษ์หรือภัยคุกคาม จีนคือประเทศที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุดและรุนแรงที่สุด ไม่อาจปฏิเสธว่ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกหวังสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหุ้นส่วนเพื่อต้านจีนโดยเฉพาะ นั่นหมายความว่าประเทศใดที่เป็นพันธมิตรคือเครือข่ายต้านจีน

      ถ้ามองในมุมกว้าง ยุทธศาสตร์นี้คือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐนั่นเอง

      รัฐบาลทรัมป์มักเอ่ยถึงการค้าที่เสรีและเป็นธรรม (free and fair trade) เล่นงานทุกประเทศที่เกินดุลตน แต่ไม่เอ่ยอีกหลายสิบประเทศที่ขาดดุลสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐจะลดความเสียเปรียบของประเทศเหล่านั้นอย่างไร

        การใช้นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายประเทศผิดกฎเกณฑ์องค์การค้าโลก เป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าการค้าที่เสรีและเป็นธรรมของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่

        ลำพังนโยบายที่สวยหรูช่วยอะไรไม่ได้มาก อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่ออีกครั้ง ในยุคปัจจุบันสหรัฐต้องแข่งกันกับประเทศอื่นๆ ในเรื่องก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค  การลงทุนในภาคต่างๆ บริษัทเอกชนสหรัฐไม่อาจเหมารวบฝ่ายเดียวดังอดีตกาลและต้องทำงานให้หนักกว่านี้.


โง่แล้วโทษ "กล้วย"! อย่างนี้ต้องให้ "เพื่อไทย-อนาคตใหม่" กินไข่แทนกล้วย เยื่อหุ้มสมองจะได้แข็งแรง คิดอะไรได้มากกว่าเอะอะ "วอล์กเอาต์"

เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'
สภา "ปลาน้ำลึก-ปลาน้ำตื้น"