11.11 วันบ้าระห่ำของฮ่องกง


   

สองภาพนี้เป็นที่มาของคำว่า "วันบ้าระห่ำของฮ่องกง" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ทั้งฝ่ายตำรวจและผู้ประท้วงใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน จนเกาะแห่งนี้กลายเป็นดินแดนมิคสัญญีที่ไร้อนาคตโดยสิ้นเชิง
เหตุการณ์วันนั้นตอกย้ำว่าทุกฝ่ายในความขัดแย้งมองไม่เห็นหนทางออกของสังคม และต่างฝ่ายต่างปักใจว่าถ้าฝ่ายตนไม่ชนะก็จะหมดสิทธิ์ที่จะอยู่ในพื้นที่เดิมได้อีก
ตำรวจยิงกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงตรงหน้าอก กับผู้ประท้วงราดน้ำมันใส่คนที่ไม่เห็นด้วยกับตนและจุดไฟเผาย่างสดอย่างไร้ความปรานี
ทั้งสองเรื่องเป็นการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายไม่อาจจะอยู่ร่วมสังคมกันได้อีกต่อไป
บ้านเมืองไร้ขื่อแปเพราะกลไกทางการเมืองของฮ่องกงเท่าที่เป็นอยู่ไม่อาจจะแก้ความขัดแย้งที่บานปลายกลายเป็นเรื่องของการเข่นฆ่ากันแล้ว
นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตยกับเผด็จการ
หากแต่เป็นเรื่องของความรุนแรงและเหตุผล
นี่คือการเลิกไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะพูดอะไรหรือทำอะไรอีกต่อไป
ฝ่ายผู้ประท้วงกล่าวหาว่าตำรวจใช้ความรุนแรงปราบปรามพวกตน และบัดนี้เกาะแห่งนี้ได้กลายเป็น "รัฐตำรวจ" ไปแล้ว
ส่วนแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ออกแถลงข่าวทันทีที่มีกรณีการราดน้ำมันเผาผู้เห็นต่างโดยผู้ประท้วง ว่านี่เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม
ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าไม่อาจจะถอยให้อีกฝ่ายหนึ่งได้อีกต่อไปแล้ว
เรื่องเลวร้ายของฮ่องกงเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเชิญแคร์รี หล่ำไปปักกิ่ง ออกข่าวว่าผู้นำจีนได้แสดงความมั่นใจในความสามารถของผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นั่นย่อมเป็นการส่งสารจากสี จิ้นผิงว่าข่าวลือต่างๆ ว่าด้วยการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการเกาะฮ่องกงนั้นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด
ยิ่งทำให้ฝ่ายประท้วงหวั่นเกรงว่า ฝ่ายปักกิ่งอาจจะกำลังวางแผนกดดันผู้ต่อต้านอย่างเข้มข้นและหนักหน่วงขึ้นอีก
เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ยอมอดทนต่อความพยายามใดๆ ที่จะ "แยกแผ่นดิน" ฮ่องกงออกจากจีน
อีกทั้งยังออกนโยบายที่จะเพิ่มมาตรการความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย
อีกทั้งจะปรับปรุงกฎกติกาทั้งหลายทั้งปวง เพื่อจะทำให้ระบบกฎหมายและการโยกย้ายผู้บริหารสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่า รัฐบาลจีนกำลังบอกว่าหากฝ่ายประท้วง "ล้ำเส้น" มากไปกว่านี้ก็จะต้องเจอกับ "ของแข็ง" อย่างแน่นอน
ความรุนแรงที่เพิ่มดีกรีขึ้นตลอดเวลาที่ฮ่องกงย่อมทำให้ปักกิ่งไม่อาจจะทนนิ่งเฉยต่อไปได้
มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นการขยับตัวของปักกิ่งและรัฐบาลฮ่องกงในการใช้อำนาจใน "ภาวะฉุกเฉิน" เพื่อสกัดกั้นการประท้วง โดยเฉพาะที่มาในรูปของการใช้ความรุนแรงเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่มาทำธุรกิจหรือพำนักในฮ่องกงก็ตกเป็นเป้าการโจมตีและทำร้ายร่างกายของกลุ่มผู้ประท้วงบางคน
พูดง่ายๆ คือสังคมเล็กๆ ในฮ่องกงเริ่มจะแบ่งแยกเป็น "พวกเขาพวกเรา" ที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้อีกต่อไป
วันจันทร์ที่ผ่านมาคือวันที่ 11 เดือน 11 ซึ่งในเมืองจีนเป็นวันช็อปปิ้งออนไลน์ที่ทำสถิติซื้อขายกันอย่างมโหฬาร
วันเดียวกันนั้นที่บ้านเราเป็นวันลอยกระทง
แต่สำหรับฮ่องกง วันนั้นเป็น "วันแห่งมิคสัญญี" โดยแท้
ทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ฮ่องกงร่วงลงต่อเนื่องสู่นรกอเวจี ก็คือการที่ต้องแยกกลุ่มรุนแรงออก  และจัดการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
แต่ขณะเดียวกันปักกิ่งก็ต้องตระหนักว่า หนทางข้างหน้าที่จะมีบรรยากาศของการฟื้นฟูเกาะแห่งนี้ได้นั้น จะต้องนั่งลงพูดคุยกับผู้ประท้วงของฮ่องกงที่ต้องการการปฏิรูปอย่างสันติ เพื่อให้พวกเขาสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้โดยปราศจากการคุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมจากผู้บริหารทั้งที่ฮ่องกงและปักกิ่ง.


โง่แล้วโทษ "กล้วย"! อย่างนี้ต้องให้ "เพื่อไทย-อนาคตใหม่" กินไข่แทนกล้วย เยื่อหุ้มสมองจะได้แข็งแรง คิดอะไรได้มากกว่าเอะอะ "วอล์กเอาต์"

เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'
สภา "ปลาน้ำลึก-ปลาน้ำตื้น"