พูดจาสุภาพไม่ใช่ความอ่อนแอ พูดจาก้าวร้าวไม่ใช่ความแข็งแกร่ง


   

                สุภาษิตบทหนึ่งที่นักการเมืองและบุคคลสาธารณะควรจะทำความเข้าใจให้ลุ่มลึกเพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติประจำตัว คือ

                "พูดจาสุภาพไม่ใช่ความอ่อนแอ

                พูดจาก้าวร้าวไม่ใช่ความแข็งแกร่ง"

                ใครที่ติดตามข่าวคราวการเมืองทุกวันนี้ คงจะเห็นแนวโน้มของคนที่ต้องการจะแสดงความเหนือชั้นกว่าคนอื่นด้วยการใช้ถ้อยคำที่ดุดัน รุนแรง และก้าวร้าว

                บางคนเชื่อว่าคนที่ตะโกนใส่คนอื่น ส่งเสียงดัง ใช้ถ้อยคำร้อนแรง ประชดประชัน เสียดสี เป็นคนเก่งกว่าเหนือกว่าอีกคนหนึ่ง

                ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

                เพราะการสนทนาระหว่างผู้มีอารยะนั้นไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดังและแรงใส่กัน หากแต่ต้องเป็นการแลกเปลี่ยนด้วยความเคารพในความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง

                ยิ่งเขาไม่เห็นด้วยกับเรา ยิ่งมีความจำเป็นที่เราต้องฟังอย่างตั้งใจ

                เพราะหากเราฟังคนอื่นอย่างตั้งใจ เขาก็จะฟังเราด้วยความเคารพในความเห็นต่างนั้นเช่นกัน

                แต่ในแวดวงการเมืองวันนี้ เรากลับได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกที่เรียกว่า noise มากกว่าจะได้ฟังเหตุผลและการเสวนากันอย่างมีเหตุมีผล รับฟังกันและกันเพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายหนึ่งจึงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรา

                ความแตกต่างระหว่าง noise กับ voice อยู่ตรงนี้

                ปัญหานี้สะท้อนได้ชัดมากจากการส่งเสียงด่าทอกันระหว่างสมาชิกของกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรบางชุด

                พรรคการเมืองฝ่ายค้านกับรัฐบาลใช้กรรมาธิการเป็นสนามการประลองกำลังทางการเมืองมากกว่าที่จะทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

                ความวุ่นวายในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของการใช้ noise ทะเลาะกัน มิได้ใช้ voice เพื่อทำงานให้ประชาชนผู้เลือกท่านเหล่านั้นเข้ามาเพื่อส่งเสียงให้เกิดผลงานที่ประชาชนกำลังรออยู่

                นักการเมืองบางคนอาจจะมีความภูมิใจที่ได้ชื่อว่าเป็น "ตัวจี๊ด" ที่มีบทบาท "ก่อกวน" ไม่ให้กรรมาธิการทำหน้าที่ตัวเองได้ เพียงเพราะกรรมาธิการที่มาจากอีกซีกหนึ่งกำลังจะทำสิ่งที่ตนไม่ชอบไม่เห็นด้วย

                ขณะเดียวกัน นักการเมืองที่มีหน้าที่ดำเนินการให้คณะกรรมาธิการทำงานตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ก็กลายเป็น "คู่กรณี" มากกว่าจะเป็นผู้ประสานงานให้ทั้งคณะทำงานที่มีสาระอันเป็นที่คาดหวังของสาธารณชน

                หากนักการเมืองบางคนรุ่นนี้ยังประพฤติตนเช่นนี้ ศรัทธาของประชาชนต่อระบอบรัฐสภาภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยจะเริ่มเสื่อมถอย

                และคนที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตยจะอ้างได้ว่า คุณภาพของนักการเมืองบ้านเรายังไม่ได้มาตรฐาน มุ่งแต่จะสร้างคะแนนนิยมให้ตนเอง ตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะคะคานกันด้วยวาทกรรมมากกว่าผลงานที่เป็นรูปธรรม

                นักการเมืองรุ่นนี้จำนวนไม่น้อยได้แสดงความรู้ความสามารถ อภิปรายอย่างมีเนื้อหาสาระจากการทำการบ้านมาอย่างดี มีแนววิเคราะห์และข้อเสนอทางแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองที่เป็นเรื่องเป็นราว

                จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่นำเสนอในสภา ไม่สำคัญเท่ากับการเปิดกว้างให้มีการนำเสนอทางออกให้บ้านเมืองโดยไม่ใช้ "ลูกเล่น" หรือ "ลูกล่อลูกชน" ทางการเมืองแบบเก่าๆ ที่รังแต่จะสร้างความน่ารำคาญและเบื่อหน่ายให้ประชาชนมากขึ้น

                ถ้อยคำปะทะกันระหว่างนักการเมืองในสภาที่มุ่งแต่จะเป็นพาดหัวของข่าวนั้นอาจจะสร้าง rating  หรือความสะใจให้คนที่ติดตามข่าวการเมืองด้วยความรู้สึกชอบและไม่ชอบบางกลุ่ม แต่ในท้ายที่สุดมาตรฐานการเมืองของเราจะถูกวัดด้วยผลงานและการทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบของนักการเมือง

                นักการเมืองที่มีผลงานไม่ใช่คนที่สามารถสร้างความขัดแย้ง แต่คือคนที่มีทักษะและศิลปะในการน้าวโน้มชักชวนให้คนที่เห็นต่างมาร่วมกันทำงาน เพื่อแสวงหาทางออกที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

                การส่งเสียงดังกว่า แรงกว่า ไม่ได้หมายถึงการมีเนื้อหาของการทำหน้าที่อย่างน่าชื่นชม

                วาทะไม่ใช่ประเด็นตัดสิน

                สาระและผลงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างหากที่กำหนดว่าใครคือ "ผู้แทนของปวงชน" อย่างแท้จริง.

 

 


ทำไม......... "พรรคอนาคตใหม่" จึงรณรงค์เรื่อง "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ชนิดเอาเป็น-เอาตาย? ไม่ใช่เพราะ พล.ท.พงศกร สอบไม่ผ่านเข้าโรงเรียนเสธฯ หรอกนะ

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'